GHB Big Family Logo
login

โซลาร์เซลล์ + EV Charger ใช้ร่วมกันได้ไหม และคุ้มแค่ไหน

  1. โซลาร์เซลล์ + EV Charger ใช้ร่วมกันได้ไหม และคุ้มแค่ไหน

หมวดหมู่: นวัตกรรม วันที่เผยแพร่: 6/7/2569


ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวน การที่จะออกไปทำงานโดยใช้รถสันดาป จึงกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วง  ทำให้ผู้คนตัดสินใจมาเลือกพลังงานทางเลือกอย่าง BEV ที่เป็นพลังงานไฟฟ้า 100% หรือ PHEV รถปลั๊กอินไฮบริด พลังงานทางเลือกใหม่รถไฟฟ้า ที่ไม่ใช่แค่ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และกลับมาใช้รถได้อีกครั้ง แต่ยังเป็นการเลือกพลังงานสะอาดไม่ทำร้ายโลกอีกด้วย เชื่อว่ามีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่อยากติดโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดไฟในบ้าน รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย 2 ต่อ ช่วยให้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เรามีอยู่ด้วย แต่คำถามคือสามารถทำได้หรือไม่ บทความนี้เราจะมาร่วมหาคำตอบไปด้วยกัน


หลักการทำงานของโซลาร์เซลล์ และ EV Charger


  • การทำงานของโซลาร์เซลล์ : รีแคปการทำงานของแผงโซลาร์เซลล์ที่จะถูกติดตั้งอยู่บนหลังคาบ้านเพื่อรับแสงแดดกันไว ๆ โดยแผงโซลาร์เซลล์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ จะรับแสงอาทิตย์ที่เป็นอนุภาคโฟตอน ซึ่งตัวของแผงก็จะรับแสงอาทิตย์เกิดเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แล้วกระแสไฟฟ้านี้ก็จะถูกส่งต่อไปที่เครื่องแปลงไฟฟ้า (Inverter) เพื่อทำการแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ใช้ภายในบ้าน 
  • การทำงานของ EV Charger : เนื่องด้วยแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะเก็บพลังงานในรูปแบบของ ‘ไฟฟ้ากระแสตรง (DC)’ ตัวแท่น EV Charger ที่ติดอยู่ตรงผนังของบ้านจะส่ง ‘ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)’ ของไฟบ้านเข้าสู่ตัวรถ จากนั้นอุปกรณ์ On-board Charger จะทำการแปลงให้เป็น DC ส่งเข้าไปที่แบตเตอรี่เพื่อใช้เป็นพลังงานของรถต่อไป


EV Charger กับ โซลาร์เซลล์ ใช้ร่วมกันได้หรือไม่


คำตอบคือเราสามารถใช้ไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์ชาร์จแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์ได้ และเป็นหนทางที่ดีในการหมุนเวียนพลังงานสะอาดมาใช้ในครัวเรือนด้วยอีกต่างหาก


  • กรณีบ้านที่ติดโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว : สำหรับบ้านที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในบ้านอยู่แล้วจริง ๆ เรียกว่าไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมเลยด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่บอกไปก่อนหน้า แสงอาทิตย์จะกระทบกับแผงโซลาร์เซลล์ เกิดเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แล้วก็จะถูกแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ใช้ในบ้าน และเมื่อเราติดตั้งตัว EV Charger แล้ว ไฟตรงนั้นก็จะถูกดึงไปใช้โดยทันที   
  • การชาร์จตรง vs การชาร์จผ่านแบตเตอรี่เก็บพลังงาน : สำหรับการชาร์จ EV CAR จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ 1.การชาร์จตรง (Direct Charging) ซึ่งก็คือการดึงไฟฟ้าจาก EV Charger เข้าสู่ตัวรถโดยตรง ข้อดีก็คือ หลักการทำงานที่แค่เพียงเปลี่ยนจากกระแสไฟฟ้า AC เป็น DC ทำให้มีการสูญเสียพลังงานในระบบน้อย แต่สำหรับ 2.การชาร์จผ่านแบตเตอรี่เก็บพลังงาน (Charging via Battery Storage/ESS) ที่หมายถึงการชาร์จไฟฟ้าโดยการกักเก็บไฟฟ้าเอาไว้ที่แบตเตอรี่สำรองก่อนแล้วค่อยดึงมาชาร์จรถอีกทีนั้น จะมีข้อดีอยู่ตรงที่เราสามารถดึงไฟฟ้าของบ้านมาเก็บในแบตเตอรี่ช่วงกลางคืนที่ราคาถูก หรือจะเก็บไฟฟ้าจากตอนกลางวัน แล้วค่อยเอามาชาร์จตอนไหนก็ได้แบบไม่ต้องห่วงเรื่องค่าไฟ


ปัจจัยที่ต้องพิจารณา 

  • กำลังไฟฟ้า : สิ่งสำคัญที่ต้องเอามาคำนวณถ้าหากอยากใช้ EV Charger ชาร์จ EV CAR ของเรา คือการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่มีขนาดใหญ่พอครอบคลุมทั้งไฟในบ้าน และตัวรถหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น หากบ้านของเราใช้ไฟฟ้าตอนกลางวัน 15 kWh และรถก็ต้องชาร์จในเวลาเดียวกันอีก 10 kWh นั่นหมายความว่าเราจำเป็นที่จะต้องเลือกระบบที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 25 kWh ต่อวัน 
  • เวลาชาร์จ : ปัญหาของคนใช้รถไฟฟ้าคือการวางแผนการชาร์จได้ไม่ดีพอ เพราะว่าชาร์จหนึ่งครั้งใช้เวลามากกว่าการที่รถสันดาปเติมน้ำมันมากนัก ซึ่งโดยค่าเฉลี่ยแล้ว EV CAR จะใช้พลังงานประมาณ 1 kWh ต่อระยะทาง 5-7 กิโลเมตร สมมุติว่าในหนึ่งวันต้องเดินทางเป็นระยะทาง 50 กม. แสดงว่าจะต้องการพลังงานสำหรับชาร์จรถอยู่ที่ 7-10 kWh ต่อวัน เป็นต้น  
  • ปริมาณแสง : ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงอาทิตย์ในแต่ละวันด้วย ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นเมืองร้อนที่มีแดดออกตลอด แต่ว่าก็มีวันที่ฟ้าครึ้ม และฝนตกเหมือนกัน ทำให้ในวันเหล่านั้นเราก็ต้องวางแผนให้ดีสำหรับทั้งแบ่งส่วนไฟฟ้าไปที่การชาร์จรถยนต์ รวมถึงการใช้ไฟฟ้าในบ้าน


ประโยชน์ของการใช้ร่วมกัน


  • ลดค่าไฟฟ้า : แน่นอนว่าเหตุผลที่คนหนีจากรถสันดาป เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องของความประหยัด แต่ไม่ใช่แค่ประหยัดจากค่าน้ำมันอย่างเดียวนะ มันคือการประหยัดทั้ง ‘ค่าไฟฟ้าในบ้าน’ และ ‘ค่าเชื้อเพลิง’ ลงทุนครั้งเดียวสามารถเซฟเงินไปใช้ชีวิตได้อีกเยอะเลย  
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : การนำพลังงานสะอาด 100% จากแสงอาทิตย์มาใช้เป็นพลังงานยังช่วยให้โลกมีสุขภาพที่ดีขึ้นมาก ๆ ทั้งลดมลพิษทางอากาศจากฝุ่นควันของท่อไอเสียที่สร้างฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของ ‘ภาวะโลกเดือด (Global Boiling)’ ในทุกวันนี้ รวมไปถึงยังเป็นการลดมลภาวะทางเสียงให้สภาพแวดล้อมในเมืองน่าอยู่ขึ้นด้วย  


การคำนวณความคุ้มค่าของโซลาร์เซลล์กับ EV Charger


สำหรับการคำนวณความคุ้มค่าของการใช้ EV Charger ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ให้เริ่มคิดจากการใช้รถจริงในชีวิตประจำวันของตัวเอง ขับรถไปทำงาน ไปหาเพื่อน ส่งลูกไปโรงเรียน หรือเราใช้รถบ่อยมากแค่ไหน ซึ่งเหล่านี้ก็จะสัมพันธ์กับจำนวนของแผงโซลาร์เซลล์ ในแบบที่ถ้าเราต้องชาร์จรถบ่อยครั้ง ก็อาจส่งผลว่าต้องมีโซลาร์เซลล์ที่มากต่อการใช้งานตามไปด้วย


ตัวอย่างสถานการณ์การใช้รถ : 

รถยนต์ไฟฟ้าความจุแบตเตอรี่ 53 kWh - ใช้งานทั้งวันอยู่ที่ 30 กิโลเมตร/วัน - โดยมีอัตราสิ้นเปลือง 6 kWh - ใช้กับแผงโซลาร์เซลล์ 500 วัตต์ (1 กิโลวัตต์เท่ากับ 1,000 วัตต์) - รับพลังงานแสงแดด 5 ชั่วโมง/วัน  


วิธีคำนวณสำหรับการใช้ไฟฟ้า :  

ค่าเฉลี่ยระยะทางต่อวัน ÷ อัตราสิ้นเปลือง = พลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้ต่อวัน

(30 ÷ 6 = พลังงานไฟฟ้า 5,000 วัตต์)


สรุป - หาค่าพลังงานที่โซลาร์เซลล์ต้องผลิตได้ต่อวัน / พลังงานไฟฟ้า ÷ พลังงานแสงแดดต่อวัน คือ 5 ÷ 5 = 1 kWh ดังนั้น ควรติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดประมาณ 1,000 Wp และเผื่อการสูญเสียของระบบเป็น 1,200–1,300 Wp สำหรับการใช้งานจริง


วิธีคำนวณจำนวนแผงโซลาร์เซลล์ : 

พลังงานแสงแดด x แผงโซลาร์เซลล์  = พลังงานกิโลวัตต์ชั่วโมง/วัน 

(5 x 500 = 2,500 วัตต์/ชั่วโมง)


สรุป - คำนวณการใช้แผงโซลาร์เซลล์  พลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้ต่อวัน ÷ พลังงานกิโลวัตต์ชั่วโมง/วัน = จำนวนแผงโซลาร์เซลล์ 5 kWh ÷ 2.5 kWh = ต้องใช้จำนวนโซลาร์เซลล์ 2 แผง


วิธีคำนวณระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) : 

รถกินไฟ 5 kWh ต่อวัน (30 กม. ÷ 6 กม./kWh) 

  • ชาร์จด้วยไฟบ้านปกติ 5 kWh X 5 บาท = 25 บาท/วัน
  • ชาร์จจากโซลาร์เซลล์ = ประหยัดได้ 25 บาท/วัน
  • คำนวณจากเงินที่ประหยัดได้ต่อปี 25 บาท X 365 วัน = 9,125 บาท


สรุป - ระยะเวลาคืนทุน = เงินลงทุน/เงินที่ประหยัดต่อปี 35,000 ÷ 9,125 = 3.83 ปี

สุดท้ายแล้วความคุ้มค่าของการติดตั้ง EV Charger โดยดึงพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์มาใช้นั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณของรถที่เราใช้ในแต่ละวัน ขนาดของโซลาร์เซลล์ที่เราเลือกติดตั้งแผงได้สัมพันธ์กับการใช้งานจริงหรือไม่ ไปจนถึงข้อที่สำคัญมาก ๆ อย่าง ‘ประสิทธิภาพ’ ของผู้รับติดตั้งที่ได้รับการรับรองจากผู้ใช้งานจริง


การใช้รถยนต์ไฟฟ้า BEV หรือ PHEV ร่วมกับโซลาร์เซลล์ในบ้าน กลายเป็นทางเลือกสำคัญในยุคที่พลังงานมีราคาผันผวน เพราะช่วยลดทั้งค่าเชื้อเพลิง และค่าไฟในระยะยาว โดยสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ชาร์จรถ และใช้งานในบ้านได้จริง แต่ความคุ้มค่าจะเกิดขึ้นได้ต้องวางแผนให้เหมาะสม ทั้งขนาดระบบโซลาร์เซลล์ พฤติกรรมการใช้รถ และรูปแบบการชาร์จ เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคืนทุนได้ในเวลาที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการลงทุนในบ้านยุคใหม่ที่รองรับพลังงานสะอาด การเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ และสินเชื่อจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ซึ่งสามารถใช้สินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)  เพื่อช่วยให้การมีบ้าน และระบบพลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น และต่อยอดไปสู่การใช้ชีวิตที่ประหยัด และยั่งยืนในระยะยาว


หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ

ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000



บทความที่เกี่ยวข้อง