บ้านเย็น อยู่สบาย ด้วยการออกแบบที่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อน
บ้านเย็น อยู่สบาย ด้วยการออกแบบที่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อน
ปัญหาหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของคนที่ต้อง Work From Home หรือใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านในเดือนเมษายนของประเทศไทย คือความร้อนที่หากว่าไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ บอกเลยว่าอยู่ไม่ไหว แต่พอเปิดทั้งวันก็ตามมาด้วยค่าไฟที่ทำให้ร้อนใจยิ่งกว่าเดิมอีก “จะทำยังไงดี?”
บทความนี้เรามีคำตอบของการทำให้บ้านเย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากจนเกินไปมาฝาก แต่เน้นไปที่เรื่องของการออกแบบบ้านให้เหมาะสม จะเป็นอย่างไร เลื่อนลงไปอ่านพร้อมกันเลย
“ความร้อนเข้าสู่บ้านได้จากอะไรบ้าง?”
ความร้อนที่มาจากปัจจัยภายนอกบ้าน: ต้นตอหลักของความร้อนในประเทศไทย ก็หนีไม่พ้นเรื่องของแสงแดดที่แผ่รังสีความร้อนมาจากภายนอก แล้วส่งผ่านเข้ามาตามโครงสร้างของบ้าน ไม่ว่าจะผ่านหลังคา กระจก ผนัง และพื้นของบ้านที่สะสมอุณหภูมิความร้อนจากแสงแดดเหล่านั้น
จุดที่ความร้อนเข้ามาภายในบ้านได้มากที่สุด: ที่บ้านของเราร้อนเป็นพิเศษในช่วงหน้าร้อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรังสีความร้อนที่ผ่านเข้าตัวบ้านจากทางหลังคา คิดเป็น 70% – 80% เลยด้วยซ้ำ เพราะว่าเป็นจุดที่ปะทะกับแดดโดยตรงตลอดทั้งวัน ส่วนต่อคือผนังของบ้าน 15% – 20% ที่โดนแดดเยอะไม่แพ้กัน
1. วางทิศทางบ้านให้เหมาะกับแสงแดด
- ทิศของบ้าน: ก่อนจะออกแบบบ้านเพื่อให้อุณหภูมิภายในเย็นขึ้น มารู้กันก่อนว่าแต่ละทิศของบ้านรับแสงแดดในปริมาณต่างกันอย่างไรบ้าง ‘ทิศเหนือ’ จุดที่รับแสงแดดน้อยที่สุดตลอดปี, ‘ทิศตะวันออก’ จุดที่รับแสงแดดอ่อนในตอนเช้า (ช่วงเวลา 6.30 - 10.00 น.) จากตอนบ่ายเป็นต้นไปจะเริ่มร่ม, ‘ทิศใต้’ จุดที่ได้รับแดดประมาณ 8 เดือนต่อปี แต่จะเป็นทิศที่รับลมมรสุมมากที่สุด, ‘ทิศตะวันตก’ จุดที่ร้อนที่สุด เพราะว่ารับแสงแดดจัดตลอดช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน
แนวทางออกแบบ
- ลดพื้นที่รับแดดทิศตะวันตก: เพื่อจัดการกับความร้อน ให้ทำการวางแปลนบ้านทรงยาวพาดทิศตะวันออก-ตก เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ กับแดดทิศตะวันตกแบบเต็ม ๆ หรือทำการผนังทึบกั้นในบริเวณนั้น
- วางพื้นที่ใช้งานหลักในตำแหน่งที่ได้รับความร้อนน้อย: แนะนำให้ลองจัดห้องนอน หรือห้องที่เอาไว้ใช้สำหรับการพักผ่อนในทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออก
- ออกแบบชายคาให้เหมาะสม: จุดนี้สำคัญ เพราะการติดตั้งชายคาหรือแผงระแนงกั้นแดดในทิศใต้ และทิศตะวันตก จะช่วยปกป้องอุณหภูมิของตัวบ้านให้เย็นขึ้นได้อีกเยอะเลย
2. ออกแบบบ้านให้ลมพัดผ่านได้ดี (Cross Ventilation)
- หลักการระบายอากาศตามธรรมชาติ: เพราะว่าธรรมชาติไม่ได้เป็นศัตรูตัวร้ายของเราเสมอไป ข้างนอกบ้านที่มีแสงแดด ก็มีสายลมที่ช่วยให้บ้านเย็นสบายขึ้นอยู่ด้วย เราเพียงแต่ต้องออกแบบบ้านโดยอาศัยการหมุนเวียนของกระแสลมตามธรรมชาติ เพื่อที่จะพัดเอาความร้อน และความชื้นสะสมออกจากตัวอาคาร และดึงอากาศสดชื่นเข้ามาแทนที่
- การวางหน้าต่างให้ลมเข้า และลมออก: สิ่งที่ต้องทำคือการเจาะช่องเปิดอย่างน้อย 2 ด้าน 1.ช่องลมเข้า (Inlet) 2.ช่องลมออก (Outlet) ในบริเวณผนังตรงข้ามหรือว่าเฉียงจากกัน เป็นการสร้างการไหลเวียนให้ลมทะลุผ่านภายในตัวบ้าน รวมถึงวางให้ตัวด้านยาวของบ้านสามารถรับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ฤดูร้อน/ฝน) และลมตะวันออกเฉียงเหนือ (ฤดูหนาว) ได้ด้วย
- ความสำคัญของช่องเปิด: จุดที่ต้องคำนึงเสมอก็คือ ‘ขนาด และตำแหน่งของช่องเปิดต้องสัมพันธ์กัน’ หลักการมีอยู่ว่าช่องลมออกควรมีขนาดเท่ากันหรือใหญ่กว่าช่องลมเข้าเล็กน้อย เพื่อที่จะสามารถสร้างแรงดันอากาศช่วยเร่งความเร็วลมหมุนเวียน
- การเลือกบานหน้าต่างที่ช่วยรับลม: บานหน้าต่างที่ดีสามารถเป็นได้ทั้ง ‘บานเปิด’ ที่เปิดได้กว้าง 90-180 องศา เพื่อช่วยดักรวมถึงดึงลมเข้าสู่ตัวบ้านได้มากที่สุด หรือจะเป็น ‘บานกระทุ้ง’ ที่ป้องกันฝนได้ดี เป็นต้น
3. เลือกวัสดุที่ช่วยลดความร้อน
- หลังคา: จุดที่รับแสงแดดมากที่สุดของวัน ควรใช้กระเบื้องหลังคาระบายความร้อน หรือเลือกสีโทนอ่อนให้กับกระเบื้องเพื่อที่สะท้อนรังสีความร้อนออกไปให้มากที่สุด และอย่าลืมที่จะใช้ฉนวนกันความร้อนเพื่อไม่ให้ความร้อนแผ่ลงไปสู่ห้องได้
- ผนัง: แนะนำให้เลือกใช้ ‘อิฐมวลเบา’ หรือ ‘คอนกรีตมวลเบา’ เพราะว่าทั้งสองอย่างนี้จะมีโพรงอากาศเล็ก ๆ อยู่ภายใน ซึ่งจะนำความร้อนต่ำกว่าอิฐแบบอื่น จากนั้นให้ทำการสร้างเป็นผนังก่ออิฐ 2 ชั้น โดยเว้นช่องว่างอากาศตรงกลางที่เป็นฉนวนกันความร้อนเอาไว้
- กระจก /ฟิล์มกรองแสง: อย่างที่เคยแนะนำไปว่ากระจกของบ้านควรเลือก ‘กระจก Low-E’ ที่ตัวกระจกเคลือบสารสะท้อนรังสีอินฟราเรด แต่ยังให้ฟังก์ชันความสว่างจากแสงแดดเข้ามาในบ้านได้อย่างดี พร้อมกับติดตั้งฟิล์มกรองแสงชนิดสะท้อนรังสี UV ตัวช่วยไม่ให้ความร้อนกว่า 60-80% เข้ามาในบ้าน
4. ออกแบบหลังคา และชายคาให้ช่วยบังแดด
- ความลาดเอียงของหลังคา: เคยสังเกตกันมั้ยว่าทำไมหลังคาทรงจั่วหรือทรงปั้นหยาที่มี ความลาดเอียง ประมาณ 30-45 องศา ถึงได้รับความนิยมในประเทศไทย นั่นก็เพราะดีไซน์ของมันช่วยให้มวลอากาศร้อนลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงใต้โถงหลังคา และระบายออกทางช่องระบายอากาศใต้เพดานได้ดี แถมยังระบายน้ำฝนไม่ให้ขังได้อีกด้วย
- ความสูงของฝ้าเพดาน: จดเอาไว้เลยว่าเมื่อไหร่ที่ออกแบบฝ้าเพดาน จะต้องมีความสูงที่ 2.8 - 3.5 เมตรขึ้นไป เพื่อสร้างปรากฏการณ์ลอยตัวของอากาศร้อน ตัวอากาศจะลอยตัวขึ้นสูงขึ้นไป เพื่อทำให้พื้นที่ภายในบ้านเย็นสบาย
- ชายคายื่นช่วยลดแดดเข้าสู่ตัวบ้าน: ทำการออกแบบให้ชายคายื่นออกไปสักประมาณ 1.2 - 1.8 เมตร ช่วยบังแสงแดดที่ส่องเข้ามาแรงในช่วงบ่าย รวมถึงไม่ให้แดดส่องกระทบผนังหรือกระจกของบ้านโดยตรงได้อีกด้วย
- กันฝนสาด: จัดการกับปัญหาในหน้าร้อนไปแล้ว อย่าลืมที่จะจัดการกับปัญหาในหน้าฝน ด้วยการติดตั้งชายคาที่ยื่นยาวร่วมกับการติดตั้งรางน้ำฝน และเชิงชาย เพื่อไม่ให้ฝนสาดเข้าหน้าต่าง รวมถึงเพื่อไม่ให้ฝนชะล้างทำลายผิวผนังของบ้าน
5. เพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยลดอุณหภูมิ
- เพราะพื้นที่สีเขียวไม่ได้ลดความเครียดแต่ยังลดความร้อนด้วย: เพื่อให้บ้านเย็นขึ้นจากธรรมชาติ เราสามารถปลูกต้นไม้ใหญ่ในบริเวณทิศใต้ และตะวันตก ที่จะสร้างร่มเงาพร้อมกรองแสงก่อนที่ความร้อนมหาศาลจะกระทบตัวบ้านให้เบาลง เพราะว่าต้นไม้จะคายความชื้น ช่วยลดอุณหภูมิของอากาศรอบตัวบ้านเย็นสบายลงได้ 1-3 องศาเซลเซียส หรือจะเปลี่ยนลานคอนกรีตให้กลายเป็นสนามหญ้า โรยหิน ไม่ให้เกิดความร้อนสะสมที่พื้น
6. ใช้เทคโนโลยีช่วยประหยัดพลังงาน
- Solar Roof: ข้อสำคัญของแผงโซลาร์เซลล์ที่นอกจากจะช่วยเราประหยัดค่าไฟโดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงาน ตัวแผงโซลาร์เซลล์ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนหลังคาชั้นที่สอง ซึ่งช่วยบังแดดที่กระทบมาโดนหลังคาโดยตรงอีกด้วย
- Smart Home: สุดท้ายคือการจัดการกับความร้อนภายในบ้าน ที่สามารถทำได้อย่างสบายผ่านความเป็น Smart Home ไม่ว่าจะม่าน และกันสาดอัตโนมัติ ที่เมื่อไหร่เซนเซอร์ตรวจพบแสงแดดแรงในทิศตะวันตก/ใต้ ก็จะทำการปิดลงมาไม่ให้แสงแดดเข้าตัวบ้าน เป็นต้น
ถึงแม้ว่าปัญหาเรื่องความร้อนสะสมภายในบ้าน จะไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถจัดการได้ 100% แต่จะเห็นว่ามีวิธีการมากมาย ที่ทำให้เรายังได้รับแสงแดดเพื่อให้นาฬิกาชีวิตเดินไปอย่างปกติสุข ในขณะที่ความร้อนจากแสงแดดนั้นก็ไม่ได้เข้ามารบกวนการใช้ชีวิตแม้แต่น้อยเลย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาบ้าน หรือว่าจะต่อเติมบ้านเพื่อไม่ให้เกิดความร้อนสะสมภายใน สามารถพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมช่วยซัพพอร์ตทุกสมดุลของที่อยู่อาศัยให้ทุกคน
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสอง หรือปลูกสร้าง กับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000
v1.7.12