GHB Big Family Logo
login

ออกแบบบ้านอย่างไรให้ไม่ตกยุคในอีก 20 ปีข้างหน้า

  1. ออกแบบบ้านอย่างไรให้ไม่ตกยุคในอีก 20 ปีข้างหน้า

หมวดหมู่: ดูแลบ้าน วันที่เผยแพร่: 1/10/2569

ออกแบบบ้านอย่างไรให้ไม่ตกยุคในอีก 20 ปีข้างหน้า


หนึ่งในความต้องการของเจ้าบ้านทุกคน อยากได้ นอกจากการออกแบบทั้งในส่วนของภายนอกให้ตอบโจทย์ตัวตน  และออกแบบภายในให้พอดีกับการใช้ชีวิตแล้ว คือการทำอย่างไรให้บ้านหลังนั้น ‘ไม่ตกยุค’ ยืนมองเมื่อไหร่ ใช้ชีวิตตอนไหน ก็รู้สึกว่าถูกต้องเสมอ บทความนี้ ขอสวมบทเป็นสถาปนิกท่านหนึ่ง แชร์เคล็ดลับที่ทำให้บ้านของคุณกลายเป็น Timeless Home ไม่ใช่อยู่แล้วอุ่นใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังภูมิใจทุกครั้งที่พูดถึงด้วย


สิ่งที่ทำให้บ้านอยู่ได้นานกว่ากระแส

- ฟังก์ชันการใช้งาน: ในข้อแรกสุดเราจะยังไม่พูดถึงความสวยที่เป็นประโยชน์ใช้สอยหรือว่าเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ทางความรู้สึก แต่บ้านที่จะอยู่ได้นานคือบ้านที่ออกแบบแล้วสามารถเอาไลฟ์สไตล์ชีวิตเข้าไปอยู่ได้จริง จะยิ่งดีเป็นพิเศษถ้าหากว่าพื้นที่หรือสิ่งของที่ถูกออกแบบให้กับบ้านนั้น มีความเป็นมิตรสะดวกต่อทุกคน

- คุณภาพวัสดุ: สิ่งสำคัญในข้อต่อมาคือการเลือกใช้วัสดุในการทำบ้าน ไม่ว่าเทรนด์ของการออกแบบบ้านจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน จาก Minimal Design สู่ Mid Century แต่วัสดุสำคัญที่ทำให้บ้านน่าอยู่หรืออยู่ได้อย่างยาวนาน มักเป็นสิ่งที่มาจาก ‘ธรรมชาติ’ หรือว่าทำให้รู้สึกว่าได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ไปจนถึงการออกแบบของ Sustainable Design เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้าน เช่น ทำให้ตำแหน่งของประตูหรือหน้าต่างมีทิศทางลมถ่ายเทสะดวกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิร้อนจนเกินไป รับแสงธรรมชาติอย่างพอเหมาะเพื่อให้ได้ความสว่างที่เพิ่มขึ้น การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถย่อยสลายได้  และการเลือกใช้โทนสีสบายตา ไม่ว่าจะสีน้ำตาลอ่อน สีขาว สีเทา เพื่อสร้างความผ่อนคลายทุกครั้งที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน

- ความยืดหยุ่นของพื้นที่: บ้านที่จะสามารถอยู่กับเราได้นาน คือการเป็น Flexible Space บ้านที่มีฟังก์ชันของแต่ละห้องมากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น ห้องสำหรับพักผ่อนสามารถกลายเป็นห้องทำงาน หรือห้องสังสรรค์ก็กลายเป็นยิมได้เมื่อต้องการ สิ่งนี้ตอบกับเทรนด์การเลือกที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้ตัวเองสามารถออกแบบความรู้สึกใหม่ ๆ ในบ้านทุกครั้งที่ต้องการ


ออกแบบพื้นที่ให้ยืดหยุ่น (Flexible Space)


ในหัวข้อก่อนหน้าเราได้เกริ่นถึงแนวคิดการจัดพื้นที่ให้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการ หรือ Flexible Space ที่ไม่ว่าขนาดของครอบครัวหรือความสนใจจะเปลี่ยนไปแบบไหนก็ยังสามารถที่จะรองรับได้ เราจะมาพูดถึงหัวใจของสิ่งนี้กันให้ละเอียดมากขึ้น 


บ้านที่เข้าข่ายของการเป็น Flexible Space มักจะเป็นบ้านแบบ Open Plan ที่ทำให้พื้นที่โถงกลางเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน จากห้องนั่งเล่น สู่ห้องกินข้าว  และเชื่อมต่อไปยังห้องครัว ซึ่งก็จะได้ความกว้างขวางของพื้นที่  และในวันที่ต้องการแบ่งพื้นที่ให้มีความส่วนตัวออกจากกัน ก็สามารถใช้สมาร์ทบอร์ด หรืออลูมิเนียม เท่านั้นก็พอ 


บ้านที่ออกแบบเพื่อผู้สูงอายุตั้งแต่วันแรก

ที่ต้องมีหัวข้อนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เราอยู่กันแบบครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ไปตลอด แต่ว่าในวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้น บ้านที่ทำให้เราอยู่ได้ทั้งชีวิตจึงสำคัญเหมือนกัน ซึ่งจะมีองค์ประกอบเหล่านี้

- ทางเดินต้องกว้าง: ทางเดินภายในบ้านควรจะมีพื้นที่ความกว้างอย่างน้อย 90 เซนติเมตร เป็นการเผื่อเอาไว้สำหรับอุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างไม้เท้า หรือว่ารถเข็นวีลแชร์ สามารถมีพรมตกแต่งห้องได้แต่ไม่ควรมีแบบที่เป็นของตกแต่งถาวร เพราะจะกลายเป็นอุปสรรคกีดขวาง  และตัวบานประตูควรมีความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร

- ห้องน้ำต้องปลอดภัย: สำหรับพื้นที่ในห้องน้ำควรจะแยกเปียก และแห้งที่รวมกันแล้ว พื้นที่ระหว่างชักโครกไปฝักบัวสามารถนำรถเข็นวีลแชร์เข้าไปอยู่ข้างในได้ ความกว้างจะอยู่ที่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 150 เซนติเมตร เคล็ดลับเสริม ชีวิตง่ายขึ้นด้วยการติดตั้งราวจับที่อยู่ระหว่างสุขภัณฑ์ และพื้นที่อาบน้ำ

- พื้นลดการลื่น: ว่ากันด้วยเรื่องของพื้นบ้านนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าเลือกวัสดุที่โดนน้ำแล้วลื่นจะอันตราย ควรใช้วัสดุปูพื้นที่มีค่าความฝืดสูง เช่น พื้นทรายล้าง กรวดล้าง  และควรให้พื้นในส่วนที่ใช้ชีวิตเป็นหลักในบ้าน ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น ห้องครัว มีระนาบเดียวกันทั้งหมด แต่หากต้องมีทางลาด ก็ควรเป็นทางลาดชันที่ไม่เกิน 1:12  และไม่ควรทำเป็นสเต็ปเพราะว่าจะทำให้รถวีลแชร์ผ่านไปได้ 


วางระบบโครงสร้างเผื่อการต่อเติมในอนาคต 

วันหนึ่งบ้านทุกหลังจะต้องกลายเป็น Smart Home อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น บ้านที่สร้างควรเตรียมพร้อมในเรื่องของพื้นที่ ระยะโครงสร้าง  และช่องว่างภายในบ้าน สำหรับการติดตั้งสายไฟ และนวัตกรรมที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน แต่ไม่ใช่แค่นั้น บ้านของคุณจะสามารถพร้อมได้กับทุกอนาคต ถ้าวางแผนโครงสร้างเผื่อเอาไว้ได้ดีพอ

- ออกแบบโครงสร้างแยกอิสระ: สิ่งที่ควรจะทำก็คือห้ามเชื่อมโครงสร้างใหม่เข้ากับโครงบ้านหลัก ให้เลือกที่ทำเป็นJoint หรือรอยต่อแยกโครงสร้างออกจากกัน เป็นการป้องกันการทรุดตัวไม่เท่ากันของตัวฐานรากของบ้าน 

- วางแผนตำแหน่งถังใต้ดินให้ถูกจุด: ถ้าชัดเจนแล้วว่าบ้านหลังที่ซื้อจะถูกต่อเติมพื้นที่หลังบ้าน ให้วางระบบเอาไว้เลยว่า ในขั้นตอนของการสร้างเราต้องไม่ฝัง ‘ถังบำบัดน้ำเสีย’ หรือ ‘ถังเก็บน้ำใต้ดิน’ ในบริเวณนั้น เพราะว่าจะเป็นตัวกีดขวางเสาเข็มในอนาคต

- คำนวณพื้นที่เผื่อระยะร่นตามกฎหมาย: สิ่งสำคัญของส่วนนี้เพราะว่าเมื่อไหร่ที่เราจะต่อเติมพื้นที่ เราต้องตรวจสอบว่าขนาดที่ดินเหลือพื้นที่เว้นระยะห่างจากรั้วตามกฎหมายรึเปล่า ยกตัวอย่าง ถ้าต่อเติมผนังทึบต้องห่างจากแนวเขตที่ดินอย่างน้อย 1 เมตร ส่วนถ้ามีหน้าต่างหรือช่องแสง จำเป็นที่จะต้องห่างอย่างน้อย 2 เมตร 


ออกแบบบ้านให้ประหยัดพลังงานตั้งแต่ต้น


- หลังคากันความร้อน: สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เมื่อเราสามารถควบคุมอุณหภูมิในบ้านได้ระดับหนึ่ง เราจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ แนะนำให้เลือกใช้หลังคาที่สะท้อนหรือป้องกันความร้อน รวมถึงออกแบบให้เป็นหลังคาให้ชันเป็นมุม 45 องศา เพื่อช่วยซัพพอร์ตในการลดการแผ่รังสีความร้อนลงสู่ฝ้าเพดานได้  และอย่าลืมที่จะทำช่องระบายอากาศที่หน้าจั่วหลังคาเพื่อช่วยระบายอากาศ

- ฉนวนกันความร้อน: ทำให้บ้านมีอุณหภูมิที่เย็นกว่า ด้วยการบุฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา และผนังบ้าน เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในบ้านให้คงที่  ซึ่งฉนวนกันความร้อนมีให้เลือกหลายประเภท ไม่ว่าจะ ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass) หรือโฟมโพลียูรีเทน (PU Foam) วิธีการเลือกก็คือยิ่งฉนวนมีความหนา และค่าต้านทานความร้อนสูงมากเท่าไหร่ ก็จะป้องกันความร้อนได้ดีเท่านั้น 

- ชายคายื่น: บ้านทุกหลังควรมีการติดตั้งกันสาดหรือว่าทำชายคาให้ยาวเกินยื่นออกมา อย่างน้อย 1 - 1.5 เมตร เพื่อเข้ามาช่วยป้องกันความร้อนไม่ให้แสงแดดสาดเข้ามา จุดที่ควรติดตั้งของบ้านคือบริเวณฝั่งทิศตะวันตก และทิศใต้ ซึ่งเป็นส่วนที่รับแดดแรงที่สุดของช่วงวัน

- กระจกที่ช่วยลดความร้อน: เพิ่มเติมจากหลังคากันความร้อน คือการติดตั้งกระจกสองชั้นที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน หรือจะติดฟิล์มกรองแสงก็ช่วยลดความร้อนที่จะเข้ามาภายในบ้านได้เหมือนกัน ซึ่งนวัตกรรมของกระจกที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ กระจก Low-E (Low Emissivity) ที่เคลือบสารโลหะบาง ซึ่งสามารถสะท้อนรังสีความร้อน และรังสีอินฟราเรดออกไปนอกบ้านได้ โดยที่ก็ยังทำให้แสงสว่างเข้ามาในบ้านได้อย่างเหมาะสม


เลือกวัสดุที่ทนทาน แต่ดีไซน์ที่เรียบง่าย

- Modern: สำหรับคนที่หลงใหลบ้านในสไตล์นี้ จะนิยมตกแต่งด้วยคอนกรีตขัดมัน และปูนเปลือย ซึ่งจะให้ผิวสัมผัสเรียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลรักษามากเท่าไหร่ รวมถึงการตกแต่งด้วย อลูมิเนียมพาวเดอร์โค้ท ที่ทนทานต่อสนิม และการกัดกร่อน น้ำหนักเบา และให้เส้นสายที่เฉียบคมตามแบบของ Modern Style

- Contemporary: บ้านที่มองเมื่อไหร่ก็ให้ความร่วมสมัยแบบ Contemporary จะนิยมใช้หินควอตซ์สังเคราะห์ที่ให้คุณสมบัติที่แข็งกว่าหินธรรมชาติในส่วนต่าง ๆ ของบ้าน ประกอบกับการใช้ไม้เอ็นจิเนียร์ เพื่อเอามาปรับโครงสร้างผิวหน้า เกิดเป็นความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาจากวัสดุของธรรมชาติ ก่อนที่จะเลือกใช้ผ้าบุที่จะเคลือบสารป้องกันคราบสกปรก และไม่อมฝุ่น สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานเป็นประจำ

- Modern Tropical: บ้านที่ผสานความเป็นธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เลือกใช้ตั้งแต่ไม้สังเคราะห์ ที่ให้ความเป็นธรรมชาติแต่ทนทานต่อลม แดด  และฝน ง่ายต่อการดูแลรักษา นอกจากนั้นก็ใช้วัสดุจากธรรมชาติจริง ๆ ในอีกหลากหลายส่วน ไม่ว่าจะหินกาบสำหรับทางเดินนอกบ้านหรือสวน ใช้ระแนงอลูมิเนียมลายไม้ ไปจนถึงการบล็อกช่องลม และบล็อกช่องกรวด เพื่อให้สามารถระบายอากาศ และน้ำได้ดีในวันที่ฝนตก 


สิ่งที่อาจเปลี่ยนไปในอีก 20 ปี แต่บ้านควรรองรับได้

- การทำงานจากที่บ้านเป็นเรื่องปกติ: เรื่องนี้เชื่อว่าคนทำงานในยุคปัจจุบันคงรู้สึกกันได้ดีอยู่แล้ว เริ่มต้นจาก Work From Home สู่ Hybrid Working พื้นที่บ้านได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานไปแล้ว เพราะฉะนั้นการออกแบบบ้านให้อยู่ต่อไปได้จำเป็นต้องคิดเผื่อการทำงานที่เหมาะสมด้วย

- ครอบครัวหลายเจเนอเรชันอยู่ร่วมกันมากขึ้น: อ้างอิงจากสังคมไทย บ้านยังคงเป็นพื้นที่ของครอบครัว ที่สามารถมีได้ตั้งแต่รุ่น ตา-ยาย มาจนถึงรุ่นหลานเลยด้วยซ้ำ บ้านที่เป็น Flexible Space จะตอบโจทย์ได้กับทุกคน

- เทคโนโลยีภายในบ้านมีบทบาทมากขึ้น: อย่างที่เล่าไปว่าสักวันหนึ่งบ้านทุกหลังจะกลายเป็น Smart Home เพื่อความสะดวกสบายขึ้นในทุกวันของที่อยู่อาศัย ไปจนถึงมอบความสุข ความบันเทิง บ้านที่เราตั้งใจจะอยู่ต่อไปอีกหลายปี ต้องคิดเผื่อโครงสร้างตรงนี้เอาไว้ด้วย

- ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตมากขึ้น: เทรนด์ Wellness จะไม่ใช่แค่กระแส แต่ว่าจะอยู่ในชีวิตของผู้คนตลอดไป บ้านจึงต้องมีพื้นที่ว่างที่มากพอสำหรับการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะแบบหนักหรือเบาด้วย


เพราะว่าบ้านที่จะอยู่กับเราตลอดไป ไม่เคยใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่สุดท้ายคือความลงตัวที่ไม่ว่าชีวิตจะเปลี่ยนความสนใจ เปลี่ยนวิถี หรือสมาชิกในบ้านจะเปลี่ยนไปมากขนาดไหน ก็ยังสามารถรองรับได้เหมือนวันแรกที่เดินเข้าไปในบ้านเลย  และสำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านในฝันที่จะใช้ไปทั้งชีวิตของตัวเองอยู่ สามารถพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)   พร้อมช่วยซัพพอร์ตทุกสมดุลของที่อยู่อาศัยให้ทุกคน


หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสอง หรือปลูกสร้างกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด  และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ

ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ  และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ติดตามข่าวสาร  และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000





บทความที่เกี่ยวข้อง