ค่าไฟบ้านสูงผิดปกติ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
ค่าไฟบ้านสูงผิดปกติ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
เชื่อว่าหลายคนอาจเคยประสบปัญหาค่าไฟพุ่งสูงขึ้นผิดปกติจนเกิดความกังวล แต่ก่อนที่จะตกใจ หากพบว่าค่าไฟที่บ้านสูงขึ้นเรื่อย ๆ ลองมาทำความเข้าใจกับต้นตอของสาเหตุในบทความนี้ เพื่อหาทางรับมือและควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- เปรียบเทียบกับบิลย้อนหลัง: อันดับแรกก่อนที่จะบอกว่าค่าไฟแพง ตรวจสอบตัวเองก่อนเลยว่าดูค่าไฟจาก ‘ยอดรวมสุทธิ’ หรือไม่ ถ้าใช่แสดงว่าผิด เพราะที่ถูกต้องคือต้องดูจากจำนวนหน่วยการใช้ไฟฟ้า (หน่วย/kWh) นั่นก็เพราะว่า ในบางเดือนคุณอาจจะใช้ไฟจำนวนหน่วยเท่าเดิม แต่ว่าที่ค่าไฟแพงขึ้นเพราะว่ารัฐบาลได้ปรับ ‘ค่าผันแปร (Ft)’ ฉะนั้น ถ้าอยากรู้ว่าค่าไฟแพงขึ้นจริง ๆ หรือไม่รึเปล่า ให้เอาจำนวนหน่วยของเดือนปัจจุบันเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา หรืออาจจะเปรียบย้อนไปถึงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ก็จะเห็นภาพกว้างว่าพฤติกรรมการใช้ไฟของเราเปลี่ยนไป หรือเป็นเพราะค่า Ft ต่างหากที่เปลี่ยนแปลง
- พิจารณาปัจจัยตามฤดูกาล: อีกสิ่งที่สำคัญในการแปรผันของค่าไฟคือเรื่องของฤดูกาล หรือง่าย ๆ ว่า ‘อุณหภูมิ’ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเปิดเครื่องปรับอากาศในจำนวนชั่วโมงเท่ากันในต่างฤดูค่าไฟก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย เช่น หน้าร้อนอุณหภูมิ 40 องศา ตั้งเครื่องปรับอากาศ 25 องศา แต่ตัวคอมเพรสเซอร์จะต้องทำงานหนักมากกว่าปกติ เพื่อให้เย็นสู้กับความร้อนตามที่ตั้งเอาไว้ให้ลดลงมา 15 องศา เช่นเดียวกันกับตู้เย็นที่เมื่อเข้าหน้าร้อนเมื่อไหร่ เราเปิดใช้งานบ่อยขึ้น ตัวคอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานหนักขึ้นเหมือนกัน
- มีสมาชิกในบ้านหรือรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปหรือไม่: เมื่อแน่ใจแล้วว่าค่าไฟไม่ได้แพงขึ้นเพราะการปรับ Ft ลองมาสังเกตดูพฤติกรรมของสมาชิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านคือสาเหตุที่ค่าไฟแพงขึ้นหรือไม่ เช่น บริษัทให้ Work From Home, เข้าสู่ช่วงปิดเทอม, หรือเป็นตัวเราเองที่นอนดึก และใช้ไฟจากการดูทีวี และเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนอื่นมากเป็นพิเศษ เหล่านี้ก็ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นอีกด้วย
- เครื่องใช้ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ และไม่ได้รับการดูแล: อีกส่วนที่น่ากลัวของค่าไฟแพง คือการที่เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ากินไฟในบ้านเกินจำเป็น เครื่องปรับอากาศที่ไม่ได้ล้างเกิน 6 เดือน ไปจนถึงกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าบางตัว เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องหมั่นตรวจสภาพ และดูแลด้วยเหมือนกัน
- บ้านที่โดนแดดทั้งวัน: ก่อนที่จะออกแบบบ้านสักหลัง อย่าลืมว่าดวงอาทิตย์ในประเทศไทยจะอ้อมไปทางทิศใต้ และตกทางทิศตะวันตก ซึ่งจะทำให้ผนังโครงสร้างบ้านที่หันไปทางทิศนั้นสะสมความร้อนสูงในช่วงที่เป็น On-Peak แดดแรงที่สุด เมื่อไรที่เป็นโครงสร้างบ้านที่โดนแดดทั้งวัน และมีสมาชิกครอบครัวอาศัยอยู่ในช่วงกลางวัน ก็จะยิ่งทำให้ค่าไฟแพงขึ้นได้
- บ้านที่มีเพดานสูง: กับดักของโครงสร้างบ้านที่ออกแบบมาให้เป็น Double Volume เพดานสูง คือการที่มวลอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ในขณะที่เครื่องปรับอากาศของเราพยายามที่จะเป่าลมเย็นอยู่ด้านล่าง จึงเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ ‘ปริมาตรอากาศ’ ซึ่งเครื่องปรับอากาศต้องทำความเย็นมีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้ต้องใช้พลังงานมากขึ้นพร้อมกับค่าไฟที่ตามมาด้วยกัน
- บ้านที่ใช้กระจกจำนวนมาก: ยิ่งบ้านกระจกเยอะยิ่งสบายตาไม่ทำให้อึดอัดก็จริงอยู่ แต่กระจกคือวัสดุที่ความร้อนจากภายนอกสามารถทะลุผ่านเข้ามาภายในบ้านได้ง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นควรที่จะติดฟิล์มกันความร้อน
- บ้านที่ขาดฉนวนกันความร้อน: อันตรายมากหากไม่ติดฉนวนกันความร้อน ก็เพราะว่าความร้อนที่มากกว่า 70% ซึ่งเกิดขึ้นภายในบ้าน มีต้นเหตุมาจากความร้อนจากแสงแดดที่ทะลุลงมาจากหลังคา
- ทำไมโครงสร้างบ้านจึงมีผลต่อค่าไฟ: จากที่ยกตัวอย่างของโครงสร้างบ้านมาทั้ง 4 แบบ จะไม่เป็นปัญหาเลยถ้าบ้านถูกออกแบบมาดีพอ ไม่ใช้วัสดุที่มีความร้อนสะสม เมื่อนั้นเครื่องปรับอากาศก็จะไม่ทำงานหนักพร้อมส่งผลกับค่าไฟที่สูงตามมานั่นเอง
- แอร์: เมื่อไหร่ที่เครื่องปรับอากาศกินไฟมากกว่าปกติขึ้นมา แสดงว่าตัวแผ่นกรอง และคอยล์เย็นมีฝุ่นเกาะหนา หรือไปถึงปัญหาใหญ่น้ำยาแอร์รั่ว เพราะฉะนั้นควรล้างเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าฤดูไหน ไม่ควรเกิน 6 เดือน
- ตู้เย็น: ถ้าตู้เย็นกินไฟแสดงว่ายางขอบประตูอาจจะเสื่อมสภาพ จนส่งผลให้ความเย็นรั่วไหลออกไปข้างนอกตลอดเวลา จนคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักเพื่อรักษาอุณหภูมิข้างในตลอด 24 ชั่วโมง
- ปั๊มน้ำ: ตรวจสอบไม่ยาก ถ้าได้ยินเสียงของปั๊มน้ำทำงานเองเป็นระยะแต่พบว่าไม่มีใครกำลังใช้งานน้ำอยู่เลย อาจเกิดจากการมีจุดน้ำรั่วซึม (เช่น ชักโครกรั่ว ท่อใต้อาคารแตก) ทีนี้จะไม่ใช่แค่ค่าไฟขึ้นแต่ค่าน้ำจะขึ้นสูงตามไปด้วย
- เครื่องทำน้ำอุ่น: ให้ตรวจสอบดูว่าตัวปรับอุณหภูมิกับตัวขดลวดทำความร้อนทำงานไม่ปกติหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเราปรับความร้อนสูงเกินจำเป็น หรืออาจจะเพราะระบบไม่ตัดไฟตามอุณหภูมิที่กำหนด
- หลอดไฟ: จริง ๆ แล้วหลอดไฟเป็นอีกจุดเล็ก ๆ ที่กินไฟโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อเป็นหลอดรุ่นเก่าจะกินไฟมากกว่าหลอด LED มากถึง 70-80% แถมยังปล่อยความร้อนเข้ามาในบ้านด้วยอีก
- ปลั๊กพ่วง: ข้อควรระวังคืออย่าใช้ปลั๊กพ่วงที่ไม่ได้มาตรฐาน และอย่าเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟฟ้าสูงไว้ด้วยปลั๊กเดียวกันเยอะจนเกินไป เพราะอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียได้
- อุปกรณ์ Standby: อุปกรณ์อย่าง ไมโครเวฟ, คอมพิวเตอร์, หรือสมาร์ทโฟน ที่เสียบไฟค้างเอาไว้อยู่ตลอดเวลา มักจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นอย่าลืมที่จะถอดปลั๊ก หรือตั้งค่า Sleep Mode กับ Low Power เอาไว้
- ระบบสายไฟ: เช่นเดียวกันกับเหล่าอุปกรณ์ที่เสียบการใช้งานด้วยสายไฟ ให้ตรวจสอบว่าเราถอดทั้งหมดหลังจากไม่ใช้งานแล้วรึยัง แต่ถ้าตรวจดูว่ามิเตอร์ยังทำงานอยู่หลังถอดปลั๊กแล้วก็อาจหมายความว่าไฟฟ้ารั่วต้องซ่อมทันที
- มิเตอร์ไฟฟ้า: สำหรับมิเตอร์หน้าบ้านจะต้องตรงกับ ‘เลขอ่านครั้งหลัง’ ในบิลค่าไฟ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากกินไฟเกินกว่าปกติคือ 1.การจดเลขที่ผิดพลาด 2.ตัวระบบบันทึกของมิเตอร์มีปัญหาหรือเสื่อมสภาพจากอายุการใช้งานที่ยาวนาน
- พฤติกรรมการใช้ไฟของสมาชิกในบ้าน: เรื่องของพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของสมาชิกในครอบครัวที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะลูก ๆ ที่ดูทีวีเล่นเกมเยอะจนค่าไฟเยอะกว่าปกติ หรือการเปลี่ยนมา Work From Home ไปจนถึงการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่ม ก็มีส่วนเหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว “ค่าไฟบ้านแพงเพราะว่าสาเหตุอะไร?” สามารถเป็นไปได้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะการปรับเปลี่ยนค่าผันแปร Ft อุณหภูมิภายนอกตามฤดูกาล หรือว่าพฤติกรรมของคนในบ้าน เมื่อรู้ว่าต้นตอของสาเหตุอาจมีอะไรได้บ้าง ก็ทำให้เราระวังตัวในการใช้ไฟฟ้าได้เหมาะสมมากขึ้นด้วย และสำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านใหม่หรือกำลังจะรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่ สามารถพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมช่วยซัพพอร์ตทุกสมดุลของที่อยู่อาศัยให้ทุกคน
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสอง หรือปลูกสร้าง กับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000
v1.7.12