ก่อนสร้างบ้านต้องรู้! ฐานรากที่เหมาะสมช่วยลดปัญหาบ้านทรุดได้อย่างไร
ก่อนสร้างบ้านต้องรู้! ฐานรากที่เหมาะสมช่วยลดปัญหาบ้านทรุดได้อย่างไร
เคยได้ยินคนพูดกันใช่ไหม ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ‘พื้นฐาน’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่นเดียวกันกับบ้านที่การมีอยู่ของ ‘ฐานราก’ คือสิ่งที่กำหนดว่าบ้านหลังนั้นจะอยู่ได้ยืนยาวหรือไม่ บทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจสิ่งที่ว่านี้อย่างละเอียด ไปจนถึงการทำให้คุณสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้เองว่า บ้านที่กำลังอาศัยอยู่นั้น มีฐานรากที่จะรองรับการใช้ชีวิตได้อีกยาวนานแค่ไหน
สิ่งที่เรียกว่า ‘ฐานราก’ คือโครงสร้างที่อยู่ในส่วนที่ต่ำที่สุดของอาคารหรือบ้านซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน โดยทำหน้าที่เป็นสิ่งแรกที่เริ่มสร้าง และเป็นด่านสุดท้ายในการรับพร้อมกับถ่ายเทน้ำหนักทั้งหมดของตัวอาคารลงสู่พื้นดิน ไม่ว่าจะเรื่องของความปลอดภัย ความมั่นคง หรืออายุการใช้งานของบ้าน ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ทั้งหมด
- รับน้ำหนักทั้งหมดของอาคาร: เล่ารายละเอียดเรื่องของการเป็น ‘จุดศูนย์รวมน้ำหนักของทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน’ น้ำหนักที่ว่านั้นจะประกอบไปด้วย ‘น้ำหนักโครงสร้างคงที่’ อย่าง เสา คาน พื้น หลังคา ผนัง ‘น้ำหนักบรรทุกจร’ รวมเหล่าสิ่งของ และผู้คนที่อยู่ในบ้าน ไปจนถึงน้ำหนักที่มาจากบนหลังคาของบ้าน ซึ่งน้ำหนักทุกชนิดที่ว่าไปนี้จะถูกถ่ายทอดจากหลังคาลงมาที่เสา ต่อจากเสาจะลงมาที่ตอม่อ ก่อนจะจบที่ฐานรากเป็นสิ่งสุดท้าย
- กระจายน้ำหนักลงสู่ชั้นดิน: รูปแบบของการกระจายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินข้างใต้เพื่อสร้างความสมดุลของบ้าน จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ 1.ฐานแผ่ (Shallow Foundation) ฐานรากที่เหมาะกับพื้นที่ดินแข็ง เป็นลักษณะของแผ่นคอนกรีตเพื่อกระจายน้ำหนักลงบนหน้าดินโดยตรง 2.ฐานรากเสาเข็ม (Deep Foundation) ฐานรากที่เหมาะกับพื้นดินอ่อน โดยที่จะเป็นการถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาเข็มอย่างที่เราคุ้นชินกันในอาคาร และบ้านในพื้นที่ของกรุงเทพฯ
- ลดการทรุดตัวที่ไม่สม่ำเสมอ: เพราะว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดเมื่อบ้านเกิดการทรุดตัวคือ ‘การทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน’ เช่น มุมซ้ายทรุด 5 ซม. แต่ มุมขวาทรุด 10 ซม. สาเหตุอาจเกิดจากการคำนวณฐานรากที่ผิดพลาด หรือปลายเสาเข็มต่างชนิด เพราะฉะนั้นการสร้างฐานรากให้สามารถทรุดตัวพร้อมกันในระนาบเดิม จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
- ช่วยให้โครงสร้างมีความมั่นคง: อีกหน้าที่ของฐานรากคือการช่วยยึดโยงโครงสร้างทั้งหมดของบ้านให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ให้เกิดการพลิกคว่ำ เลื่อนไถล หรือกระทั่งการเสียรูปจากแรงกระทำด้านข้าง จากพายุ แรงสั่นสะเทือน หรือการเคลื่อนตัวของมวลดินรอบบ้าน เป็นต้น
- สภาพดินไม่เหมาะสม: หนึ่งในปัจจัยสำคัญเมื่อบ้านทรุด อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ไม่เข้าใจสภาพของ ‘ดิน’ ได้ดีพอ เพราะว่าดินแต่ละชนิดมีความสามารถในการรับน้ำหนักที่ต่างกัน ไม่ว่าดินเหนียวอ่อน ดินทราย หรือดินที่เกิดจากการนำขยะมาถม แต่ปัญหาที่บ้านมักเจอกันคือการสร้างบ้านบนดินถมใหม่ เพราะว่า หากเร่งสร้างบ้านทันทีหลังถมดิน โดยไม่รอให้ดินเซ็ตตัวตามธรรมชาติตามเวลาที่เหมาะสมก่อน 1-2 ปี ดินก็จะยุบตัวอย่างรวดเร็ว
- ฐานรากไม่เหมาะกับพื้นที่: ปัญหาในส่วนนี้เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ หากเราเลือกใช้ประเภทเสาเข็มหรือความยาวเสาเข็มไม่สอดคล้องกับสภาพดิน ยกตัวอย่างง่าย ๆ การใช้ฐานรากแบบแผ่ในพื้นที่ดินอ่อน, การตอกเสาเข็มสั้นเกินไปจนปลายเสาเข็มไม่หยั่งถึงชั้นดินแข็ง สิ่งที่ตามมาคือทันทีที่รับน้ำหนักตัวบ้าน เสาเข็มก็จะค่อย ๆ จมลง และเมื่อเสาเข็มแต่ละต้นทรุดตัวไม่เท่ากัน ก็จะทำให้คานของบ้านหัก หรือผนังบ้านร้าวขึ้นมา เป็นต้น
- ไม่มีการสำรวจดินก่อนก่อสร้าง: ความผิดพลาดที่สุดของการสร้างฐานราก จุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดคือการสร้างโดยไม่รู้จักดินของตัวเอง ไม่มีการเจาะสำรวจชั้นดิน ไม่รู้ความลึกที่แท้จริงของชั้นดินแข็ง ล้วนทำให้บ้านทรุดตัวได้ทั้งหมด
- การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดิน: เพราะว่าชั้นดินบางประเภทจะอาศัยแรงดันน้ำที่อยู่ใต้ดินมาช่วยพยุงโครงสร้างของบ้าน เมื่อไหร่ที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง จากภาวะภัยแล้งก็ดี หรือมีการสูบน้ำบาดาลในบริเวณใกล้เคียงจนทำให้น้ำลดลงไปจำนวนมากก็ดี ดินที่เคยอุ้มน้ำก็จะหดตัว และยุบลงส่งผลถึงเสาเข็มที่ยุบตัวตามไปด้วย
- การก่อสร้างอาคารข้างเคียง: เมื่อไหร่ที่เพื่อนบ้านละแวกเดียวกับเรากำลังสร้างอะไรสักอย่าง ที่มีการตอกเสาเข็มขนาดใหญ่ มีการขุดสระน้ำ หรือจะสร้างชั้นใต้ดิน สิ่งเหล่านี้จะส่งแรงสั่นสะเทือนมหาศาลต่อโครงสร้างดินโดยรอบ จนอาจทำให้บ้านของเราเสียสมดุลได้ด้วย
- การทรุดตัวตามธรรมชาติของดิน: สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือปัจจัยที่ว่า ‘ดินทุกประเภทมีการทรุดตัวตามกาลเวลา’ โดยเฉพาะกับชั้นดินอ่อนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีผลการสำรวจมาแล้วว่าในทุก ๆ ปี จะทรุดตัวลงเฉลี่ย 1-2 ซม. เมื่อเป็นแบบนั้น ถึงบ้านของเราจะลงเสาเข็มยาวตอกถึงชั้นดินแข็ง แต่ยังไงดินในบริเวณรอบบ้านจะค่อย ๆ ยุบตัวลง จนอาจเกิดปัญหาโพรงใต้บ้าน ที่หากเรามีส่วนต่อเติมที่ใช้เสาเข็มแยกจากตัวบ้าน เสาเข็มนั้นจะทรุดตัวลงไปได้
ฐานรากตื้น (Shallow Foundation)
- ฐานแผ่: ประเภทของฐานรากที่ไม่มีเสาเข็ม แต่ใช้แผ่นคอนกรีตเสริมเหล็กปูวางในลักษณะแผ่กว้างเพื่อรับน้ำหนักพร้อมถ่ายลงสู่ผิวดินโดยตรง
- ฐานเดี่ยว: ประเภทของฐานรากที่รองรับเสาบ้านแบบ 1 เสา ต่อ 1 ฐาน เป็นฐานรากที่นิยมใช้มากที่สุด
- ฐานร่วม: ประเภทของฐานรากที่รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไปบนฐานเดียวกัน เพื่อให้การรองรับน้ำหนักดีขึ้น
-ฐานรากลึก (Deep Foundation)
- เสาเข็มตอก: ประเภทของฐานรากที่ทำการหล่อเสาเข็มคอนกรีตจากโรงงาน จากนั้นจะใช้ปั้นจั่นตอกกระแทกลงไปให้เสาเข็มไปถึงชั้นดินแข็ง
- เสาเข็มเจาะ: ประเภทของฐานรากที่นำเครื่องจักรเจาะดินเป็นหลุมกลมแล้วจึงนำดินขึ้นมา ก่อนจะหย่อนโครงเหล็กพร้อมเทคอนกรีตลงไปเพื่อหล่อเสาเข็มจากตรงนั้นเลย
- ผลสำรวจดิน: สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรก เพราะว่าดินเป็นตัวกำหนดว่าเราจะใช้ฐานรากแบบไหนในการสร้างบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ‘ดินแข็ง’ ที่รับน้ำหนักได้ดีสามารถใช้ฐานแผ่ได้ แต่ ‘ดินอ่อน’ ที่หน้าดินรับน้ำหนักมากไม่ได้ ต้องใช้เสาเข็มเพื่อให้การถ่ายเทน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกลงไป
- จำนวนชั้นของบ้าน: เป็นเพราะว่าจำนวนชั้นของบ้านจะแปรผันกับน้ำหนักที่ฐานรากต้องแบกรับ ถ้าคุณกำลังสร้างบ้านชั้นเดียวที่อยู่ในพื้นดินแข็ง สามารถใช้ฐานแผ่ในการปูได้ แต่เมื่อไหร่ที่เป็นบ้าน 2-3 ชั้นขึ้นไป น้ำหนักกดทับที่สูงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องใช้เสาเข็ม
- น้ำหนักอาคาร: เช่นเดียวกันกับเรื่องก่อนหน้า อาคารที่สร้างใช้วัสดุแบบไหนก็ต่างมีน้ำหนักที่ไม่เท่ากันไป อาคารโครงสร้างเหล็กหรือวัสดุมวลเบาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฐานรากลึก กลับกันถ้าเป็นอาคารที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จำเป็นที่ต้องใช้เสาเข็มเพื่อกระจายน้ำหนักให้สมดุล
- ขนาดพื้นที่: พื้นที่คือสิ่งที่กำหนดข้อจำกัดในการก่อสร้างประเภทของฐานราก ถ้าพื้นที่เยอะจนสามารถนำวัสดุก่อสร้างหรือรถบรรทุกใหญ่เข้าไปได้ เราก็จะสามารถสร้างฐานได้ทุกรูปแบบที่เหมาะกับดินของเรา
- สิ่งปลูกสร้างข้างเคียง: การสร้างฐานรากเป็นขั้นตอนที่ใช้เครื่องมือหนัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริเวณข้างเคียง
- งบประมาณ: ถึงแม้ว่าความปลอดภัยจะมาเป็นอันดับแรก แต่ว่างบประมาณก็เป็นตัวกำหนดว่าเราจะสร้างฐานรากแบบไหนได้ เราจำเป็นต้องคุยกับวิศวกรเพื่อให้ได้ฐานรากที่ตรงกับโจทย์ของตัวเองให้มากที่สุด สำหรับ ‘ฐานแผ่’ จะเป็นฐานรากที่ถูกที่สุดเพราะไม่ต้องเสียค่าปั้นจั่นหรือเจาะเสาเข็ม ‘เสาเข็มแบบตอก’ อยู่ในราคาระดับกลาง ‘เสาเข็มเจาะ’ จะต้นทุนแพงที่สุดเพราะต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่อย่างที่เล่าไป
- บ้านทุกหลังจำเป็นต้องตอกเสาเข็มหรือไม่?: การตอกเสาเข็มไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกบ้าน เพราะสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับสภาพดินของบริเวณที่ก่อสร้างว่าจะเหมาะกับฐานรากประเภทไหน
- บ้านทรุดสามารถซ่อมได้หรือไม่?: สามารถซ่อมได้ แต่ต้องมาตรวจสอบดูว่าเป็นการทรุดที่มีระดับรุนแรงแค่ไหน ถ้าทำให้บ้านเกิดรอยร้าวหรือส่วนต่อเติม ก็สามารถซ่อมแซมตามแต่ละจุดที่เสียหายได้เลย แต่หากว่าเป็นการทรุดที่ทำให้ตัวบ้านเกิดเอียงขึ้นมา อันนี้ต้องซ่อมที่ตัวโครงสร้างที่ต้องคุยกับวิศวกรแล้วว่ามีวิธีไหนที่จะทำให้สมดุลของบ้านกลับมาได้บ้าง
- สำรวจดินมีค่าใช้จ่ายคุ้มค่าหรือไม่?: ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะหากเราไม่ทำการเจาะสำรวจดิน เอาดินไปตรวจสอบทางผลวิจัยห้องแล็บ การสร้างฐานรากที่ผิดจะทำให้บ้านเสียหายภายหลัง ซึ่งค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 - 20,000 บาทต่อจุด (บ้าน 1 หลัง มักเจาะ 1-2 จุด)
บ้านที่ดีต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในวันที่วางฐานรากที่ถูกต้อง แต่เมื่ออ่านบทความนี้จบลงไปแล้ว เชื่อว่าทุกคนจะหันกลับมาให้ความใส่ใจกับบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่กันมากขึ้น แต่ถ้าคุณคือคนที่กำลังจะซื้อบ้านสักหลัง หรือว่ากำลังจะต่อเติมขยายอยู่ล่ะก็ สามารถพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมช่วยซัพพอร์ตทุกสมดุลของที่อยู่อาศัยให้ทุกคน
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสอง หรือปลูกสร้างกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000
v1.7.12