จาก Work From Home สู่ Home-Life Balance เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่
จาก Work From Home สู่ Home-Life Balance เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่
พูดกันตรง ๆ ว่าถึงแม้เหล่าคนทำงานทั้งหลายจะอยู่ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ได้เป็นดั่งฝัน และการทำงานหนักแบบ Work Hard Only จะเป็นค่านิยมของสังคมไม่ใช่น้อย แต่จากตรงนั้นเอง ทำให้การมี Work Life Balance ถูกถามหาในทุกที่ไม่ว่าจะเป็นสายงานไหนก็ตาม บทความนี้เราจะไม่ได้พูดถึงการทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยการแบ่งเวลาพักให้ถูก แต่เราจะพูดถึง Home-Life Balance บ้านที่ช่วยทวงคืนชีวิตที่ดีของทุกคนกลับมาอีกครั้ง
ปูพื้นฐานกันเล็กน้อย จุดเริ่มต้นของ Work Life Balance เริ่มต้นในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ที่การทำงานไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นทั่วโลก จนเกิดเป็นการเรียกร้องว่า 8 Hours Labor, 8 Hours Recreation, 8 Hours Rest และเป็นที่พูดถึงมากอีกครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015-2025) ที่การทำงานหนักเริ่มกินชีวิตของผู้คนอีกครั้ง
จนกระทั่งในปี 2026 ที่หน้าตาของการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน เปลี่ยนเป็น Work Life Intelligence หรือ Work Life Harmony การทำงานที่ไม่ได้แบ่งชีวิตกับงานออกเป็น 50/50 แต่มันคือการทำงานเพื่อผลลัพธ์มากที่สุด และจากตรงนั้นเอง ที่นำมาสู่การปรับองค์กรในหลาย ๆ สายงานที่ไม่จำเป็นต้อง On Site ให้กลายเป็น Work From Home ซึ่งนำมาสู่ปัญหาของการแบ่งความเป็น ‘บ้าน’ กับ ‘งาน’ อย่างพร่าเลือนอีกครั้งสำหรับใครหลาย ๆ คน
คำว่า Home-Life Balance จึงหมายถึงการทำให้บ้านซึ่งเป็นออฟฟิศแห่งใหม่ของใครหลายคน แยกกันระหว่าง ‘พื้นที่ทำงาน’ และ ‘พื้นที่พักผ่อน’ เพื่อไม่ให้งานพังชีวิตไปซะก่อน พร้อมกับทำให้บ้านได้สร้างฟังก์ชันของพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอีกครั้ง
- ทำงานตรงไหนก็ได้ แต่พักผ่อนไม่ได้จริง: สำหรับคนที่เริ่มได้ Work From Home ใหม่ ๆ อาจยังไม่รู้ถึงความอันตรายของสิ่งนี้ถ้าเราจัดสรรพื้นที่ไม่ถูก โดยเฉพาะกับตำแหน่งงานที่สามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำตรงไหนของบ้านก็ได้ เมื่อนั้นล่ะ ทุกที่ของบ้านจะกลายเป็นออฟฟิศ และไม่มีตรงไหนเป็นพื้นที่ของการพักผ่อนอีกต่อไป
- รู้สึกเหนื่อยแม้อยู่บ้านทั้งวัน: ต่อเนื่องในเรื่องเดียวกัน แต่เพิ่มเติมคือเมื่อไหร่ที่คุณทำให้การ Work From Home สามารถทำงานเมื่อไหร่เวลาไหนก็ได้ โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าควรจะวางตารางงานกับพื้นที่ของบ้านให้เป็นเวลา คุณก็จะรู้สึกเหนื่อยเหมือนมีงานมากองอยู่ตรงหน้าทั้งวัน
- มีพื้นที่แต่ไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ: พื้นที่ที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ อาจหมายถึงได้ทั้งการเปลี่ยนให้พื้นที่พักผ่อนของครอบครัวให้กลายเป็นห้องประชุมที่เครียดตลอดเวลา หรือการเปลี่ยนห้องนอนที่ปลอดภัยที่สุดเป็นจุดปั่นงานของทุกค่ำคืน เป็นต้น
1. พื้นที่สำหรับการทำงาน (Focus Zone)
ข้อแรกที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของ Home-Life Balance คือการแบ่งโซนอย่างชัดเจน เช่น เตียงนอนหรือห้องนอนไม่ใช่ห้องทำงาน และห้องทำงานก็ไม่ใช่ห้องนั่งเล่นที่มีสิ่งเร้าคอยรบกวนสมาธิตลอดเวลา เพื่อที่จะทำให้เมื่อไรที่เราลุกออกจากโต๊ะทำงาน เมื่อนั้นคือการกลับมาที่บ้านอย่างแท้จริง
2. พื้นที่สำหรับการพักผ่อน (Recharge Zone)
เพราะว่า Work From Home คือความอิสระในการเริ่ม-เลิกงาน แต่เราจำเป็นที่จะต้องจัดตารางจุดเริ่มต้นและจบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้นาฬิกาชีวิตปั่นป่วน ไม่อย่างนั้นก็จะหมายความว่าคุณจะทำงานแบบ Over Time ในทุกวันที่อยู่บ้านเลย
3. พื้นที่ดูแลสุขภาพ (Wellness Zone)
ในสังคม Work Life Balance ยุคใหม่ การให้ค่ากับสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ และเมื่ออยู่ในบ้าน นอกจากที่จะต้องลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก ๆ 15 นาทีแล้ว ให้แบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกกำลังกายเบา ๆ จะโยคะ แอโรบิก วิ่งลู่ หรือ Weight Training ก็ได้เหมือนกัน
4. พื้นที่สร้างความสัมพันธ์ (Connection Zone)
อย่าให้การทำงานที่บ้านทำลายความสัมพันธ์ของคนในบ้านอย่างเด็ดขาด! ถึงแม้ว่าบ้านจะกลายเป็นออฟฟิศชั่วคราว แต่คนในบ้านไม่ใช่พนักงานที่ทำงานกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องนึกเสมอว่าอย่าเอาอารมณ์ในงานมาลงกับคนที่บ้าน พูดคุยใช้เวลาแบบที่ครอบครัวใช้กันเสมอ
- เริ่มจากการจัดระเบียบพื้นที่: เคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับพื้นที่ทำงาน Home-Life Balance ที่ดี อย่างแรกคือเรื่องที่เราพูดหลาย ๆ ครั้งในบทความนี้ คือการแบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนว่าจุดไหนคือห้องทำงานที่ตัดขาดจากพื้นที่ของบ้าน เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตการใช้งานในแต่ละพื้นที่ด้วย
- ใช้เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์: เพราะว่าพื้นที่ทำงานสามารถโยกย้ายได้ตลอดเวลา จึงควรใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เราสามารถเคลื่อนย้ายได้ และสำคัญคือ ควรเป็นสิ่งที่เมื่อจบงานในแต่ละวัน เราสามารถปิดเก็บให้กลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ตกแต่งบ้าน ไม่ใช่เก้าอี้หรือโต๊ะสำนักงาน ที่เห็นแล้วเหมือนอยู่ในที่ทำงานตลอดเวลา
- เพิ่มแสงธรรมชาติและต้นไม้ภายในบ้าน: ธรรมชาติในบ้านสำหรับทำงานคือตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอ เพราะไม่ทำให้เราตัดขาดจากโลกภายนอก และรวมถึงการวาง Lighting Design ของห้องทำงานก็สำคัญเหมือนกัน เช่น แสงธรรมชาติหรือไฟแสงขาว (Daylight) เหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องโฟกัส แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ควรเปลี่ยนเป็นไฟโทนอุ่น (Warm White) ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
Flexible Living Space
เทรนด์ของพื้นที่ทำงานในบ้านที่ยืดหยุ่นต่อการใช้งาน คือการออกแบบสเปซแบบเปิดกว้าง ควบคู่ไปกับเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา เพื่อจุดประสงค์สำคัญก็คือการให้บ้านที่มีพื้นที่ทำงานร่วมอยู่ด้วยสามารถสวิตช์โหมดเปลี่ยนไปมาได้ทันที เช่น ตอนเช้าเป็นพื้นที่ทำงาน แต่กลางคืนกลายเป็น Movie Night พื้นที่ดูหนังได้อย่างสบาย ๆ
Wellness-Centered Home
บ้านสำหรับสายงานที่ต้องนั่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นให้ลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomics) ไม่ว่าจะโต๊ะ เก้าอี้ หรือจะโซฟาเองก็ตาม แต่บ้านในลักษณะนี้ ก็อย่าลืมจัดสรรพื้นที่ของ ‘มุมปลอดงาน’ ที่ไร้ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เวลาทำงาน เพื่อสร้างสมดุลให้กับจิตใจด้วย
Smart Home
บ้านในลักษณะนี้ มีขึ้นเพื่อให้เราสามารถโฟกัสกับงานได้โดยที่ไม่ต้องเอาเวลาไปคิดเรื่องจุกจิกของการดูแลบ้าน เช่น ในเรื่องของความสะอาดก็ให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นจัดการ เมื่อไรที่รู้สึกว่าแสงแยงตา ก็ใช้ระบบเปิด-ปิดม่านอัตโนมัติเข้ามาเป็นตัวช่วย นอกจากนี้ ในช่วงเวลาของการเลิกงาน บ้านแบบ Smart Home ก็ซัพพอร์ตการพักผ่อนของคนในบ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งจาก ระบบไฟอัจฉริยะปรับ Mood & Tone เป็นต้น
Nature-Inspired Living
สุดท้ายคือบ้านที่โอบรับธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ไม่ว่าจะการออกแบบให้แสงสว่างจากธรรมชาติตกกระทบเข้ามาได้เหมาะสม ไม่ให้บ้านรู้สึกอึดอัดจนเกินไป รวมถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวจากกระถางต้นไม้ และสร้างความอโรมาจากกลิ่นของแจกันดอกไม้ เรียกว่าเป็น Home-Life Balance ที่คอยฮีลทั้งระหว่างเวลาทำงานไปจนถึงช่วงเวลาที่เลิกงานเลย
ถึงแม้ว่าบริบทของสังคมจะเปลี่ยนให้การทำงานที่เคยอยู่ในพื้นที่ซึ่งตัดขาดจากตัวบ้าน กลายเป็นพื้นที่เดียวกัน แต่ว่าขึ้นชื่อว่า ‘บ้าน’ ซึ่งมีจุดประสงค์ชัดเจนถึงการพักผ่อนและการเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกสิ่งดีและร้ายที่เราเจอมาตลอดทั้งวัน จึงจำเป็นที่จะต้องแบ่งแยกพื้นที่ของ Home-Life Balance ให้ชัดเจน ไม่ให้บ้านหลังนี้หายไปจากเรา ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการซื้อบ้านเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำงานส่วนตัว เป็น Home Office หรือว่าต้องการต่อเติมบ้านให้มีห้องทำงานที่แยกจากตัวบ้านไปเลย สามารถพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมช่วยซัพพอร์ตทุกสมดุลของที่อยู่อาศัยให้ทุกคน
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสอง หรือปลูกสร้าง กับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000
v1.7.12