
ในบทความก่อนหน้า เราพยายามมีการพูดถึงวัฒนธรรมการทำงาน Work From Anywhere ที่หลาย ๆ บริษัทพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคสมัยใหม่ ทั้งเพื่อเป็นการประหยัดรายจ่าย พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพที่มากขึ้นกว่าเดิม แต่ สำหรับคนที่ทำงานเป็น Freelance และคนที่เป็นเจ้าของ Startup ออฟฟิศของพวกเขาคือ Home Office คำถามสำคัญก็คือ “ทำอย่างไรให้บ้านกับที่ทำงานแยกออกจากกันได้โดยสมบูรณ์?”
เมื่อต้อง Work From Home ทำไมมุมทำงานในบ้านถึงสำคัญ?
- ลดสิ่งรบกวนจากสภาพแวดล้อม : เพราะว่าพื้นที่การทำงานไม่ว่าจะในสายงานประเภทความคิดสร้างสรรค์อย่าง Creative Job หรือสายงาน Technology Job ที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงอย่างมาก พื้นที่ทำงานในบ้านล้วนแล้วแต่ต้องมอบความสงบไม่โดนรบกวนจากทั้งปัจจัยภายนอกบ้าน เสียงการจราจรที่แออัด เสียงก่อสร้าง ไปจนถึงเสียงรบกวนจากภายในบ้านด้วยก็ตาม
- สร้างโฟกัส และวินัยในการทำงาน : การที่ทำให้เป็นพื้นที่ซึ่งไม่ถูกรบกวนนั้น ก็เพื่อสร้างโฟกัสกับงาน เหมือนที่หากใครเคยทำงานในออฟฟิศ จะพบว่าในช่วงเวลา 8 ชั่วโมง จะมีเวลาอยู่ไม่น้อยที่เราจะไปนั่งคิดงานหรือทำงานที่อื่นที่ไม่ใช่ในออฟฟิศ เพราะต้องการสมาธิในงานที่เครียดสูงมาก ๆ นั่นเอง
- แยกพื้นที่ชีวิต กับพื้นที่งาน : ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้าการออกแบบบ้าน ไม่สามารถแยกพื้นที่ทำงานออกจากการใช้ชีวิตในบ้านได้ล่ะก็ ทีนี้ก็จะแบ่งเวลาพักผ่อนไม่ถูกเลย เพราะหมายความว่าไม่ว่าจะอยู่มุมไหน ก็จะเป็นมุมทำงานซะทุกที่ไปหมด
- ส่งผลต่อสุขภาพกาย และใจ : ทั้งหมดที่ว่ามาทั้งเรื่องการแบ่งพื้นที่ทำงานในบ้าน การออกแบบบ้าน ก็เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่บ้านก็ยังเป็นบ้านหลังเดิมที่เราสามารถใช้พักผ่อนทั้งกับตัวเอง และครอบครัวได้ตามต้องการ
องค์ประกอบสำคัญของมุมทำงานที่ดี

- โต๊ะทำงาน : ความสำคัญของโต๊ะทำงานคือการเป็น Main Work Spot จุดที่ใช้คิดงาน และจบงานในที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานต้องอยู่ในบริเวณนี้ที่สามารถหยิบถึงได้ตลอดเวลา สำหรับบ้านที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่มากพอ ก็จะสามารถเลือกโต๊ะที่เป็น Multitasking วางของครบจบได้ในที่เดียว แต่บ้านที่มีเนื้อที่น้อยลงมาหน่อย ก็ยังสามารถปรับมาใช้โต๊ะที่มีลิ้นชักเก็บของหรือช่องเก็บของ หรือจะซื้อตู้เล็ก ๆ มาใส่อุปกรณ์เพิ่มเติมก็ได้ แต่ ! อย่างหนึ่งที่สำคัญเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Office Syndrome อยากเชียร์ให้ทุกคนลงทุนกับโต๊ะไฟฟ้าที่สามารถปรับระดับได้ ให้บางครั้งเราได้ยืนในการทำงานบ้าง นอกจากจะไม่ให้เกิดอาการปวดหลังปวดตัวแล้ว ยังช่วยในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานอีกด้วย
- เก้าอี้ : ไม่ว่าจะอย่างไรถ้าคุณเป็น Freelance และ Startup ที่ต้องทำงานที่บ้านตลอดเวลา เก้าอี้จะต้องเป็น Ergonomic Chair ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ซึ่งคิดมาโดยเฉพาะให้เราสามารถนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง โดยที่สุดท้ายไม่ทำลายสุขภาพในที่สุด
- แสงสว่าง : เข้าใจว่าสายงานสร้างสรรค์ที่ทำงานที่บ้านจะมีโหมดนกฮูก Night Owl ที่จะไฟแรงขึ้นมาทันทีถ้าบรรยากาศภายในห้องมืดสลัว แต่ก็ต้องบอกว่าในแสงสว่างที่ไม่เพียงพออาจทำให้สายตาเสียได้ในที่สุด เพื่อให้สามารถทำงานที่บ้านได้อย่างยาวนาน เราอยากให้ทุกคนเลือกห้องที่ถูกออกแบบมาแล้วว่าได้มีแสงธรรมชาติเข้ามาในห้องบ้าง เพราะสิ่งนี้ช่วยทำให้ห้องดูกว้างขึ้น รวมถึงช่วยลดความตึงเครียดจากการทำงานได้เป็นอย่างดี แล้วถ้ารู้สึกว่าห้องรายล้อมไปด้วยความเครียดจากงานมากเกินไป เราอาจจะเติมพื้นที่สีเขียว ด้วยต้นไม้ต้นเล็ก ๆ หรือ Room Diffuser ที่สร้างอารมณ์ของธรรมชาติ ก็ได้เหมือนกัน
- การจัดเก็บ : ไม่ต่างกันกับการทำงานที่ออฟฟิศ การเก็บอุปกรณ์ทำงานก็ต้องทำให้เป็นระบบ เป็นระเบียบ และเรียบร้อย ทั้งเพื่อสร้าง Work Flow ที่ไหลลื่นเวลาที่เราจะหยิบอุปกรณ์ไหนก็ทำได้ทันที ซึ่งทำได้ง่าย ๆ ด้วยการหากล่องมาใส่สิ่งของ และติดป้ายแบ่งเป็นหมวดเอาไว้ จะได้ไม่เสียจังหวะ และไม่ต้องกลัวของหาย
อุปกรณ์ที่ควรมีสำหรับ Freelance และ Startup
- คอมพิวเตอร์ : การเลือกสเปกของคอมพิวเตอร์นั้น ก็จะถูกแบ่งตามความเหมาะสมของตำแหน่งงานที่ทำออกไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็น Graphic Designer หรือ Video Editor ก็ต้องการ MacBook Pro ที่สเปกแรงพอที่จะสามารถเปิดโปรแกรมสำหรับทำภาพกับวิดีโอที่ขนาดใหญ่มาก ๆ ได้ แต่ถ้าคุณเป็น Content Writer ที่ดูแลเรื่องงานเขียนเป็นหลัก ก็อาจจะเลือก MacBook Air ที่สามารถเคลื่อนย้ายขยับตัวได้รวดเร็วกว่า / แต่ถ้าหากคุณเป็น AE หรือตำแหน่งที่เกี่ยวกับการดูแลลูกค้า ก็จำเป็นที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสากลที่ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งาน
- จอคอมพิวเตอร์เสริม : สำหรับบางตำแหน่งงาน ในยุคปัจจุบันการทำงานด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงจอเดียวอาจจะช้ามากไป เช่นตำแหน่งในสายงาน Creative อย่าง Graphic Designer ซึ่งถ้าหากมีหน้าจอคอมพิวเตอร์ 2 จอ ก็จะทำให้สามารถใช่จอแรก-เป็นตัวเปิดโปรแกรมสำหรับทำภาพ ในขณะที่จอที่สอง-สามารถใช้เปิดบรีฟของลูกค้าหรือว่า reference ในการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นต้น
- อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง : เพราะว่าการทำงานทุกวันนี้ต้องใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ทำให้นอกจากจะต้องเรื่อง wifi ที่มีความเร็วสูงในการดาวน์โหลด และใช้งานแล้ว เรายังต้องการความเสถียรของสัญญาณเพื่อไม่ให้งานเสียระหว่างทางด้วย เพราะฉะนั้น คนทำงานที่บ้านควรจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เครื่องขยายสัญญาณไวไฟ (Wifi Extender)’ เพื่อที่ไม่ว่าจะขยับไปทำงานที่มุมไหนของบ้าน ก็ไม่ต้องกังวลว่าอินเทอร์เน็ตจะหลุดมั้ย
- อุปกรณ์เสริม : อยากขอพูดเผื่อไปถึงอาชีพที่ทำงานในบ้านเป็นหลักอย่าง Content Creator ที่ในปัจจุบัน ต้องมีอุปกรณ์ระดับเป็นน้อง ๆ สตูดิโอถ่ายงานเพื่อสามารถจบงานได้เองในคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป อุปกรณ์สำหรับเซ็ทฉากอย่างกระดาษสี ไปจนถึงอุปกรณ์ไฟ นอกจากนี้ถ้าเป็นสายที่ทำรายการบนออนไลน์ ก็ต้องมีอุปกรณ์ไมค์ และหูฟัง และท้ายที่สุดที่ตำแหน่งงานสร้างสรรค์ต้องมีเหมือนกันคือ External Harddisk เพื่อเก็บไฟล์ที่มีขนาดมหาศาลได้ครบ รวมถึงมี SSD (Solid State Drive) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้อย่างไหลลื่น
การดูแลสุขภาพระหว่างทำงานที่บ้าน

- การยืดเหยียดระหว่างวัน : สิ่งที่ต้องระวังของการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน คือการที่ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง และเลือดไหลเวียนไม่สะดวก เพราะฉะนั้นระหว่างวันเราจึงต้องจัดการยืดตัวเองบ้างในทุก 1-2 ชั่วโมง ให้ยืน และเดิน บริหารคอเอียงไปเบา ๆ ซ้าย และขวาข้างละ 10-15 วินาที รวมถึงการบริหารข้อมือยืดแขนตึงค้างไว้ 10 วินาทีช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้เหมือนกัน
- มุมพักสายตา : ข้อเสียของการใช้สายตาจ้องที่คอมพิวเตอร์นาน ๆ จะทำให้เกิด ‘ภาวะตาล้า (Digital Eye Strain)’ ซึ่งจะส่งผลให้ปวดที่กระบอกตาจนทำงานได้ยาก เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขคือ ให้สร้างกฎที่เรียกว่า 20-20-20 โดยที่ทุก ๆ 20 นาทีให้เราละสายตาจากหน้าจอ แล้วผ่อนไปมองสิ่งของที่อยู่ไกลออกไป 20 ฟุต เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 20 วินาที ก็ช่วยให้ลดอาการตาล้าได้แล้ว
- การจัดโต๊ะให้ถูกหลัก Ergonomic : หลักการของการจัดโต๊ะทำงานให้ถูกหลัก ‘สรีรศาสตร์ (Ergonomic)’ อย่างแรกหน้าจอต้องอยู่ในระดับสายตาพอดีหรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เราต้องขยับคอ และสายตาของตัวเองอยู่ตลอดเวลา, สำหรับเก้าอี้ที่นั่งท่าที่ถูกต้องคือข้อศอกจะต้องทำมุมประมาณ 90-100 องศา และข้อมือวางในระนาบตรงในขณะที่กำลังทำงาน และในส่วนของการนั่ง ข้อเข่าของเราควรทำมุม 90 องศา ในขณะที่ฝ่าเท้าวางราบกับพื้นได้เต็มที่
บ้านของคนทำงานยุค Work From Anywhere โดยเฉพาะ Freelance และ Startup ไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่แยกโหมดทำงาน ออกจากโหมดพักผ่อนได้อย่างชัดเจน เพื่อช่วยลดสิ่งรบกวน สร้างสมาธิ และทำให้การใช้ชีวิตไม่ทับซ้อนกันจนเสียสมดุล โดยต้องมีทั้งโต๊ะ และเก้าอี้ที่เหมาะสม อินเทอร์เน็ตที่เสถียร แสงสว่างที่ดี และการจัดพื้นที่อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงสุขภาพ และการป้องกัน Office Syndrome ด้วย เมื่อบ้านกลายเป็นทั้งออฟฟิศ และพื้นที่ใช้ชีวิตในที่เดียว การเลือกบ้านที่เหมาะกับการทำงานระยะยาวจึงต้องมาพร้อมการวางแผนทางการเงินที่รอบคอบ และสินเชื่อจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้การมีบ้านที่รองรับทั้งการใช้ชีวิต และการทำงาน เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และวางแผนได้จริงมากขึ้น
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000