
คำถามสำคัญของคนซื้อบ้านที่ต้องคิดเรื่องวางแผนเก็บเงินให้ถี่ถ้วน ยังคงเป็นคำถามที่ว่า “จะซื้อบ้านในเมืองที่มีราคาสูงแต่สะดวก หรือว่าซื้อบ้านนอกเมืองที่มีพื้นที่กว้างแต่อยู่ไกลดีกว่ากัน?” บทความนี้เราหยิบคำถามเหล่านั้น มาคลายข้อสงสัยด้วยคำตอบที่ชี้ให้เห็นข้อดี และข้อเสียของบ้านทั้งสองแบบ เพื่อให้คุณได้เลือกบ้านที่ใช่กับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
ความสำคัญของการเลือกทำเลบ้าน
ระดับชั้นความสำคัญของการเลือกทำเลบ้านจะมีอยู่ประมาณ 2 ระดับ
- อย่างที่ 1 : คือการเลือกเพื่อให้ตอบโจทย์กับชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะใกล้ที่ทำงานเพื่อจัดสรรวางแผนการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใกล้ห้างสรรพสินค้า สถานที่ออกกำลังกาย หรือสวนสาธารณะ เพื่อตอบโจทย์กับวันหยุดพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ไปถึงเลือกทำเลที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล และโรงเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการดำเนินชีวิต
- อย่างที่ 2 : คือการเลือกทำเลเผื่ออนาคต นอกจากความสะดวกสบายแล้ว บ้านยังเป็นทรัพย์สินสำหรับการลงทุนที่หากเราวางแผนซื้อได้ดีพอเท่าไหร่ หมายถึงว่าติดรถไฟฟ้ามั้ย ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกรึเปล่า ก็จะยิ่งทำให้มูลค่ามากตามขึ้นไปด้วย และนั่นหมายความว่าในวันที่เราไม่ตัดสินใจเป็นเจ้าของบ้านหลังเดิม หรือมีแผนต้องย้ายถิ่นฐานไปที่อยู่ใหม่ เราก็จะสามารถสร้างกำไรเป็นเงินต่อทุนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ด้วย
ความสะดวก และการเดินทาง

- บ้านในเมือง : ต้องบอกว่าในเรื่องของความสะดวกในการเดินทาง บ้านที่อยู่ในเมืองจะมีตัวเลือกที่หลากหลายมากกว่า ไม่ว่าจะขนส่งสาธารณะ หรือว่าเอกชน และในวันที่ต้องใช้พาหนะส่วนตัวก็ยังมีทางด่วนที่ช่วยให้เราเชื่อมต่อกับจุดที่อยากไปได้เต็มไปหมด ซึ่งหมายถึงการออกไปนอกเมืองด้วยกัน แต่ก็จะมีสิ่งที่ต้องกังวลอย่างหนึ่ง เนื่องจากในเมืองเป็นจุดที่ประชากรหนาแน่นมากที่สุด ทำให้ต้องดูเวลา และเผื่อเอาไว้ให้ดีสำหรับช่วงเวลาเร่งด่วนในบางเวลา
- บ้านชานเมือง : สำหรับบ้านที่อยู่ไกลออกจากตัวเมือง การใช้พาหนะส่วนตัวอย่างรถยนต์ถึงแม้ว่ารถอาจจะไม่ติด แต่ก็ต้องเผื่อเวลาด้วยระยะทางที่ไกลกว่า รวมถึงว่าทางด่วนบางจุดก็อาจจะไม่ได้อยู่ใกล้กับตัวบ้าน และสถานีรถไฟฟ้าก็อาจจะอยู่ห่างออกไป หรือถ้าจะนั่งรถสาธารณะเข้าเมืองก็อาจจะใช้เวลานาน ทำให้ต้องเผื่อเวลาให้ดี
ค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนึง บ้านในเมือง vs. ชานเมือง
บ้านในเมือง
- ราคาซื้อ/เช่าสูง : แน่นอนว่าพออยู่ในเมืองเป็นพื้นที่ที่ทุกคนจับจ้อง เพราะว่าบริษัทที่จ้างงาน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะห้างสรรพสินค้าหรืออื่น ๆ ล้วนรวมตัวกันอยู่ในเมือง ทำให้บ้านในเมืองไม่ว่าจะเลือกซื้อหรือเช่าก็จะมีราคาที่สูงกว่า แปรผันตามราคาที่ดิน ยิ่งอยู่ใจกลางเมืองที่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแพงเท่านั้น
- ค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันสูง : ค่าครองชีพที่สูงก็ผันแปรตามมาด้วย อย่างค่าอาหารในเมืองถ้าเทียบกับชานเมืองก็ต่างกันอย่างชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการซื้อความเป็นอยู่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบกับทุกไลฟ์สไตล์
- ลดค่าเดินทาง และเวลา : แต่ข้อดีของการอยู่ในเมืองคือเราสามารถบริหารเวลาเพื่อทำสิ่งต่าง ๆ ในหนึ่งวันได้มากกว่า ด้วยขนส่งที่ครอบคลุมทุกจุดที่ไป และเมื่อไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันหรือทางด่วนจากการเดินทางไกล ก็ช่วยให้ประหยัดได้มากขึ้นอีกเยอะ
บ้านชานเมือง
- ราคาที่ดิน/บ้านถูกกว่า : ข้อดีอย่างแรกเลยคือการได้บ้านที่ไม่ว่าเช่าหรือซื้อถูกกว่ามาก และได้เนื้อที่กว้างขวางกว่าค่อนข้างเยอะ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องแลกกับการเดินทางไกลเพื่อไปทำงาน เข้าห้างสรรพสินค้า หรือเข้าหาสิ่งอำนวยความสะดวกในหลาย ๆ ด้านของชีวิต ที่หากว่าไม่มีพาหนะส่วนตัวก็อาจจะลำบากไม่น้อย
- ค่าครองชีพต่ำกว่าเมือง : เมื่ออยู่นอกเมืองค่าครองชีพทุกอย่างก็จะถูกหั่นลดลงไปด้วย ทั้งค่าอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญในการคุมรายจ่ายประจำเดือน รวมถึงค่าเดินทางภายในพื้นที่ที่ถูกกว่า ช่วยให้ประหยัดได้เยอะหากว่าบริษัทที่ทำงานหรือธุระที่ต้องทำในชีวิตประจำวันอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องเข้าไปในเมือง
- ค่าเดินทาง และเวลาที่เสียไปสูงกว่า : อย่างที่บอกไป ถ้าเลือกอาศัยอยู่ในบ้านนอกเมือง แต่ต้องทำงานหรือมีธุระที่จำเป็นต่อชีวิตในเมืองตลอดเวลา ทำให้เราต้องเสียทั้งค่าเดินทางที่แพง ใช้เวลาที่มากกว่า ไม่ว่าจะใช้พาหนะส่วนตัวหรือต้องต่อรถไปที่รถไฟฟ้าก็ตาม
ไลฟ์สไตล์ และพื้นที่ใช้สอย

- บ้านในเมือง พื้นที่จำกัด แต่ชีวิตสะดวกคล่องตัว : สิ่งสำคัญของความเป็นบ้านไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือว่านอกเมือง คือเรื่องของ ‘พื้นที่ใช้สอย’ และสำหรับบ้านในเมืองก็ถูกออกแบบการใช้พื้นที่จำกัดให้คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งจะเน้นไปที่แปลนบ้านที่มีหลายชั้นเพื่อแบ่งสัดส่วนของคนในบ้านตามแต่ละชั้น โดยพื้นที่ส่วนกลางมักจะอยู่ที่ชั้นล่างสุดที่ทุกคนจะได้เจอก่อนเข้าพื้นที่ของตัวเองแยกกันไป และเพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดจากป่าคอนกรีต บ้านในเมืองจะปันพื้นที่ส่วนหนึ่งโดยการหยอดธรรมชาติสีเขียวเข้าไป อาจจะสนามหญ้าให้ทุกคนได้ออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน หรือ สวนเล็ก ๆ เอาไว้ปลูกต้นไม้ตามใจชอบชุบชูความสบายตาของบ้านก็ตาม
- บ้านชานเมือง พื้นที่กว้างกว่า มีสวน มีมุมพักผ่อนมากขึ้น : แต่สำหรับบ้านนอกเมืองนั้น เชื่อว่าทุกคนที่เลือกซื้อมีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือต้องการให้เป็น ‘พื้นที่พักผ่อน’ หลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ เพราะฉะนั้นตัวบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวางมากพอ ก็มักจะออกแบบให้ตัวบ้านเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะดีไซน์ช่องรับแสง ช่องให้ลมผ่านหมุนเวียนในบ้าน ไปจนถึงใส่ใจกับโซนข้างบ้านที่เป็นสนามหญ้า เพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์สำหรับทุกชีวิตที่ดีในครอบครัว ส่วนพื้นที่ภายในบ้านที่เดิมกว้างขวางอยู่แล้ว นอกจากห้องส่วนตัว พื้นที่ส่วนรวมกลางบ้านก็จะถูกออกแบบให้เกิดกิจกรรมที่ทุกวัยสามารถมาอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะโซนดูหนัง/กีฬาพร้อมหน้าพร้อมตา โซนครัว และรับประทับอาหารที่เชื่อมโยงถึงกันเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม ไปจนถึงยิมในบ้านที่ให้ทุกคนสุขภาพดีไปด้วยกัน
เช็กตัวเองก่อนตัดสินใจ
- เวลาเดินทางที่รับได้ต่อวัน : ถามตัวเองว่ารับได้มั้ยถ้าจะต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40-60 ชั่วโมงต่อเดือน ถ้าอยู่บ้านชานเมือง
- รายได้ และค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน : ถามตัวเองว่ารายได้เราเพียงพอรึเปล่า ถ้าอยากอยู่ในเมืองแล้วต้องเสียค่าครองชีพในเรื่องของการกิน การช็อปปิ้งหรือ subscription กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
- ไลฟ์สไตล์ และความต้องการพื้นที่ : ถามตัวเองว่าเราต้องการบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวางพอสำหรับครอบครัวใหญ่ หรือว่าต้องการบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ในทุกวัน
- แผนชีวิต 5–10 ปีข้างหน้า : อย่าลืมถามตัวเองว่าในอนาคตที่ไม่ไกลมากนัก 5-10 ปี เรามองว่าจะอยู่ในบ้านหลังนี้ไปยาว ๆ สร้างครอบครัวลงหลักปักฐาน หรือมองว่าเป็นพื้นที่อาศัยชั่วคราวเพื่อการลงทุน เพื่อที่จะไปอยู่ที่อื่นในอนาคต
การเลือกบ้านระหว่างในเมืองกับชานเมืองคือการเลือกสมดุลชีวิต ระหว่างความสะดวกในการเดินทาง เวลาที่ใช้ในแต่ละวัน ค่าใช้จ่าย และพื้นที่อยู่อาศัย โดยบ้านในเมืองตอบโจทย์เรื่องการเดินทางที่รวดเร็ว เข้าถึงงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่าย แต่แลกมากับราคาที่สูง และพื้นที่จำกัด ขณะที่บ้านชานเมืองให้พื้นที่กว้างกว่า ค่าครองชีพเบากว่า เหมาะกับการอยู่อาศัยระยะยาวหรือครอบครัว แต่ต้องแลกกับเวลาเดินทางที่มากขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจจึงควรเริ่มจากไลฟ์สไตล์ รายได้ และแผนชีวิตในอนาคตของตัวเองเป็นหลัก และเมื่อมองในภาพรวม การซื้อบ้านเป็นภาระทางการเงินระยะยาวที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ การมีตัวช่วยด้านสินเชื่อจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จึงช่วยให้การเข้าถึงบ้านในทำเลที่ต้องการ ไม่ว่าจะในเมืองหรือชานเมือง เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และวางแผนได้มั่นคงมากขึ้น
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000