ทำไมการอยู่บ้านถึงกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
“วันหยุดทั้งทีออกมาเจอกันข้างนอกหน่อยมั้ย .. เปลี่ยนเป็นนัดเจอที่ห้องใครสักคนแทนดีกว่ามั้ย?”
ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าทำไมคนรอบตัวรวมถึงตัวของเราเองเมื่อมีเวลาที่อิสระจากงานเมื่อไหร่ ถึงตัดสินใจที่จะใช้เวลานั้นอยู่ที่บ้านคนเดียวหรืออยู่ที่ห้องของเพื่อนสักคนเสมอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพราะสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย อากาศร้อนที่มากกว่าที่เคยผ่านมา ปริมาณค่าฝุ่นที่สะสมเยอะจนหายใจแบบไร้หน้ากากอนามัยได้ลำบาก หรือจะการอาศัยอยู่ในกรุงเทพที่โดยทุนเดิมไม่ได้วางผังเมืองให้คนออกไปใช้ชีวิตอยู่แล้วก็ตาม
งานวิจัยจากเทรนด์ผู้บริโภคจาก Euromonitor, LifeStance Health และ Numerator สังเกตจากข้อมูลสถิติพบว่าเทรนด์ที่ผู้คนเลือกจะใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้นแบบที่เรียกว่า Homebody Economy (เศรษฐกิจติดบ้าน) มีเหตุผลจากทั้งสภาพเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปมากมาย ในบทความนี้ จะมาเล่าให้ฟังว่าที่เขาบอกกันว่าไลฟ์สไตล์คนเลือกใช้ชีวิตอยู่ในบ้านมากขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ผิดอะไร กลับกันพฤติกรรมนี้ทำให้บ้านมีความหมายต่อเรามากขึ้นกว่าเป็นที่พักหลังจากทำงาน และก่อนทำงานซะอีก
ปัจจัยด้านเทคโนโลยี และพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป
“Work From Home / Remote Work”
เมื่อเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้หลายบริษัทปรับวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์การทำงานใหม่ทั้งหมด เลือกที่จะไม่ทำ Office ให้คนเข้า 9-5 เหมือนในสมัยอดีต แต่ว่าเลือกเช่า Co-Working Space ที่เป็น Hot Seat แล้วให้พนักงานทำงานที่บ้านเป็นหลักเพื่อลดค่าใช้จ่าย ไปจนถึงเลือกให้บางตำแหน่งในบริษัทสามารถ Remote Work จากที่ไหนก็ได้ โดยที่หากจะต้องเจอกันก็เพียง Online Meeting ก็พอ
“ชีวิตที่เชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ต 100%”
ถ้าจะบอกว่าบนโลก Social media มีแทบจะทุกอย่างของการใช้ชีวิตโดยที่เราไม่ต้องออกจากบ้านก็ไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะ Netflix ที่สร้างโลกหนังเล็ก ๆ บนหน้าจอสมาร์ทโฟน และทีวี Podcast Station ที่มีชุดความรู้เล่าแบบเพื่อนบอกเพื่อน เหมือนว่ามีครูมาติวพิเศษที่บ้านในทุกหัวข้อที่เราอยากรู้ ไปจนถึงถ้าคิดถึงเพื่อนหรือคนในครอบครัว ก็สามารถกด Video Call ได้ยินทั้งเสียง และภาพในปลายนิ้วคลิกเดียว เป็นวิธีการเชื่อมต่อทางสังคมที่เปลี่ยนไป เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนไม่อยากออกไปเจอสถานที่รวมของคนพลุกพล่านแย่งกันใช้ชีวิต จะพักผ่อนทั้งทีทำไมต้องไปเหนื่อยแย่งมีความสุขกับคนอื่น นั่นทำให้หากอยากเจอ Face-to-Face มากกว่าบนอินเทอร์เน็ต ก็จะเป็นการนัดเจอกันที่บ้านใครสักคนมากกว่า
ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ และความสะดวกสบาย
“ความสะดวกของบริการเดลิเวอรี่”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากยุค COVID-19 ที่กินเวลาเกินกว่า 3 ปี ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของทุกคนให้ได้ไปตลอดกาล โดยที่ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ที่ Extrovert หรือว่า Introvert ทุกคนต่างติดพฤติกรรมนี้ไปแล้ว ทั้งการเลือกเมนูจาก Food Delivery มีมื้อความสุขอยู่ที่บ้าน, Shopping Online ที่ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในหมวดไหนทุกแบรนด์ต่างปรับตัวให้มีการจบการขายบนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสิ่งนี้เป็นการการันตียอดขายที่มากขึ้น ซึ่งเราพูดไปถึงเรื่องของ Mental Health ที่ก็สามารถพบจิตแพทย์ผ่านทางออนไลน์ได้ แถมยังอาจสร้างความสบายใจกว่าเมื่อเราได้คุยเรื่องขอความเปราะบางในพื้นที่ซึ่งตัวเองรู้สึกปลอดภัยจริง เป็นต้น
“การสร้างพื้นที่ส่วนตัวที่บ้าน”
ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์การอาศัยอยู่ใน ‘บ้าน’ หรือ ‘คอนโด’ ที่มนุษย์วัยทำงานอย่าง GenZ และ GenY ต่างเลือกด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป แต่ทั้งคู่ต่างเลือกดีไซน์บ้านด้วยแนวคิดของการทำให้เป็น ‘ศูนย์รวมสุขภาวะ" (Home as a Wellness Sanctuary)’ ในทุกส่วน ไม่ว่าจะ ‘มุมครัว (Kitchen Room)’ ที่ไม่ได้มีแค่การทำอาหาร แต่เป็นพื้นที่เนรมิตความสร้างสรรค์ผ่านเมนูที่รัก, ‘มุมออกกำลังกาย (Home Gym)’ ที่ซัพพอร์ตให้เรามีสุขภาพแข็งแรงซึ่งเป็นเทรนด์ของยุคปัจจุบัน ‘มุมสำหรับงานอดิเรก (Hobby Room)’ ไม่ว่าจะห้องหนังสือส่วนตัว ปลูกต้นไม้ ห้องฟังแผ่นเสียง พื้นที่บอร์ดเกม หรืออะไรให้ชุบชูชีวิต
ปัจจัยด้านความสนใจ และการพักผ่อน
อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญของการออกแบบชีวิตเพื่ออยู่ในบ้าน ก็คือการ ‘สร้างพื้นที่พักผ่อน’ เพราะว่าโลกในช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความเครียดของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะข่าวของการลดจำนวนคน การที่ต้องแข่งกับ AI ซึ่งเร่งให้ทุกสายอาชีพต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งในระดับนาทีต่อนาที การสร้างพื้นที่ให้เราไม่ Burnout พร้อมส่งเสริมสุขภาพ Mental Health จึงจำเป็น
“การดูแลสุขภาพกาย–ใจที่บ้าน”
ปีที่เต็มไปด้วยไลฟ์สไตล์การมาถึงของ Run Club, Golf, Tennis, Gym เทรนด์กิจกรรมยอกบ้านที่มาแรง อะไรจะเหมาะสมไปกว่าการที่เราได้กลับมาดูแลร่างกายที่อยู่ข้างนอก เพื่อฟิตให้จิตใจภายในกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ไม่ว่าสร้างพื้นที่ของ Yoga, Pilates ออกกำลังกายเบา ๆ หรือจะ Meditation การนั่งสมาธิที่ฟื้นฟูจิตใจอีกครั้ง
แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นการออกกำลังกายเสมอไปนะ กิจกรรมอย่าง Gaming ทุกวันนี้ก็มีเกมมากมายที่ให้เราได้ทำกิจกรรมเบา ๆ อย่างตกปลา, ชงกาแฟ, จัดห้อง ก็ช่วยคลายความเครียดเหมือนกัน หรือลองทำสิ่งที่กำลังเป็นเทรนด์สุดๆ อย่าง Matcha ที่บอกกันว่าการชงชาก็เป็นหนึ่งในวิธีการทำสมาธิที่ดีที่สุดเหมือนกัน
ปัจจัยด้านสังคม และวัฒนธรรม
ปัจจัยด้านความคุ้มค่า และการเงิน
เมื่อไม่ต้องออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายมากมาย ที่มาพร้อมกับ Man Hour บั่นทอนแรงในการใช้ชีวิต-ก็สามารถเซฟเงินและเซฟแรงออกไปใช้ชีวิตที่เป็นไปได้กว่าอีกมากมาย
การอยู่บ้านไม่ทำให้เราต้องเสียค่าเดินทาง สามารถคุมค่าใช้จ่ายในเรื่องการกินให้ถูกลงด้วยการทำอาหารด้วยตัวเอง เงินทั้งหมดนั้นสามารถเอามาลงทุนเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าภายในบ้านได้ รวมถึงอาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ให้เอาไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นเงินซื้อของที่พัฒนาศักยภาพในการทำงาน เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้อีกมากมาย
การใช้ชีวิตยุคนี้ทำให้บ้านกลายเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ทั้งทำงาน พักผ่อน และใช้ชีวิตประจำวัน เพราะคนอยู่บ้านมากขึ้นจากทั้งงานแบบ Work From Home เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ที่เน้นความสะดวกสบาย ส่งผลให้การมีบ้านที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง สำคัญกว่าที่เคย ไม่ใช่แค่สวยหรืออยู่ทำเลดี แต่ต้องรองรับการใช้ชีวิตระยะยาวได้ด้วย ซึ่งการเริ่มต้นหรือปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับตัวเองสามารถทำได้ง่ายขึ้นผ่านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจาก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ช่วยสนับสนุนทั้งการซื้อ สร้าง และต่อเติมบ้าน ให้การสร้างพื้นที่ชีวิตในแบบที่ต้องการเกิดขึ้นได้จริง และเป็นไปได้มากขึ้น
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000
v1.7.12