GHB Big Family Logo
login

ระบบสายดินทั้งบ้าน สำคัญแค่ไหนในชีวิตจริง

  1. ระบบสายดินทั้งบ้าน สำคัญแค่ไหนในชีวิตจริง

หมวดหมู่: ดูแลบ้าน วันที่เผยแพร่: 6/7/2569


เชื่อว่าทุกคนเคยเห็นข้อความนี้บนเครื่องทำน้ำอุ่นกันตลอด “ไม่ติดตั้งสายดินอันตรายถึงชีวิต” ข้อความเตือนที่ทำให้หลาย ๆ คนอาจเกิดความสงสัยในหลายระดับ ตั้งแต่ว่าสายดินคืออะไร สายดินมีอะไร แล้วบ้านที่มีตัวตัดไฟอยู่แล้วจำเป็นที่จะต้องติดตั้งสายดินด้วยมั้ย .. ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีคำถามเหมือนกัน อ่านบทความนี้เพื่อเข้าใจว่าสายดินเข้ามาช่วยซัพพอร์ตชีวิตที่ปลอดภัยภายในบ้านอย่างไร


ระบบสายดินคืออะไร

สิ่งที่ใช้คำเรียกว่า ‘สายดิน’ หรือว่า ‘Grounding System’ คืออุปกรณ์ที่เป็นตัวนำที่จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้า มีหน้าที่เป็นระบบความปลอดภัยด้วยการทำให้กระแสไฟฟ้าที่รั่วไหลลงสู่พื้นดิน หรือว่านำกลับไปที่ระบบตัดไฟ ไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิตเมื่อไฟรั่ว คิดภาพง่าย ๆ เหมือนว่าไฟฟ้าเป็นเหมือนน้ำที่ไหลอยู่ในท่อแตก และเมื่อท่อแตก ตัวสายดินก็จะเป็นตัวที่นำไฟฟ้าที่รั่วลงสู่พื้นดิน

ว่ากันด้วยระบบของสายดิน จะมีประเภทหลักอยู่ 2 คือ 1.ตัวนำไฟฟ้า (Grounding Wire) จะเป็นในลักษณะของสายไฟฟ้าประเภทตัวนำทองแดงที่หุ้มด้วยฉนวน และประกอบด้วยฉนวนของ PVC จะมีลักษณะใกล้เคียงกับสายไฟ 2.หลักดิน (Ground Rod) มีลักษณะเป็นแท่งโลหะซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กหุ้มด้วยทองแดง และตอกลงดินเพื่อนำกระแสไฟฟ้าที่รั่วไหลลงสู่ดิน


ทำไมสายดินถึงสำคัญ


  • ความปลอดภัยของคนในบ้าน : สิ่งที่สำคัญที่สุดของการมีสายดินนั้น เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับคนในบ้าน เมื่อเกิดไฟรั่วออกจากตัวโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเครื่องทำน้ำอุ่น, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, ทีวี โดยการนำกระแสไฟฟ้าที่รั่วไฟลลงสายดินที่มีความต้านทานต่ำกว่ามนุษย์
  • ยืดอายุเครื่องใช้ไฟฟ้า : ไม่ใช่แค่ป้องกันอันตรายจากการเกิดไฟรั่ว แต่สายดินยังทำหน้าที่ระบายแรงดันไฟฟ้าที่ผิดปกติ ไม่ให้แผงวงจรของเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายเมื่อเกิดการกระชากของไฟ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างฟ้าผ่าขึ้นมา
  • ทำให้ระบบไฟฟ้าทำงานเสถียร : อย่างที่เล่าไปเมื่อสายดินทั้งเข้ามาช่วยระบายไฟฟ้าที่เข้ามามากผิดปกติ รวมถึงระบายมันออกสู่พื้นดินหรือเครื่องตัดไฟรั่ว ก็ทำให้การทำงานของระบบไฟฟ้าเสถียรขึ้นมา หรือเรียกว่าเป็นการรักษาเสถียรภาพของแรงดันไฟ


สัญญาณเตือนว่าบ้านอาจไม่มีสายดิน หรือมีปัญหา


  • รู้สึกจี๊ด ๆ เวลาจับเครื่องใช้ไฟฟ้า : วิธีการเช็คได้ง่าย ๆ ว่าบ้านไม่มีสายดินหรือว่ากำลังเกิดไฟรั่ว เมื่อไหร่ที่เราแตะเครื่องไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน กดเปิดพัดลม เปิดตู้เย็นหาของกิน หรือกำลังตั้งค่าไมโครเวฟแล้วเกิดไฟดูดออกมาเบา ๆ แสดงได้ว่าไฟฟ้ารั่วออกมาจากตัวเครื่อง ซึ่งอาจหมายถึงได้ทั้งการที่ฉนวนสายไฟเสื่อม หรือวงจรกระแสไฟรั่ว ข้อแนะนำคือเบื้องต้นใช้อุปกรณ์ตรวจไฟรั่ว แล้วจากนั้นให้ช่างเข้ามาตรวจสอบปัญหา
  • เบรกเกอร์ตัดบ่อย : การที่ ‘เบรกเกอร์ (Circuit Breaker)’ ตัดไฟบ่อยครั้ง โดยที่เราไม่ได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างหนักเกินกว่าจำเป็น คิดได้ว่าระบบไฟอาจมีการรั่วหรือว่าไฟฟ้าลัดวงจรอยู่ภายใน ซึ่งก็อาจจะหมายถึงว่าสายไฟในบางส่วนเกิดการชำรุด ไม่ว่าจะฉีกขาดหรือว่าหมดอายุการใช้งานเนื่องจากจนฉนวนหุ้มเสื่อมสภาพเพราะใช้มานานแล้ว หรือสัตว์กัดแทะสายไฟก็ตาม
  • ครื่องใช้ไฟฟ้าช็อต : ให้สังเกตอีกจุดหนึ่งว่า เมื่อไหร่ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้งานได้ดีในทุกวัน เกิดมีอาการติด ๆ ดับ ๆ หรือว่ามีเสียงแปลก ๆ แบบที่ไม่เคยมาก่อน นั่นหมายความว่าไฟฟ้าเกิดลัดวงจร และมีไฟรั่วสะสมความร้อนอยู่ภายใน และในที่สุดก็จะเกิดไฟรั่วออกมาสู่ตัวคนถ้าไม่ได้ติดตั้งสายดิน
  • มีไฟรั่วโดยไม่ทราบสาเหตุ : เมื่อเกิดไฟรั่วเกิดขึ้น สาเหตุที่เกิดขึ้นอาจมีได้ตามนี้ ทั้งการติดตั้งระบบไฟที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน ความชื้นจากการที่ฝนรั่วเข้าสู่จุดต่อไฟฟ้า เป็นต้น


ระบบสายดินที่ดีควรเป็นอย่างไร 


  • มีหลักดิน (Ground Rod) มาตรฐาน : เมื่อพูดถึงหลักดินที่ดี ต้องประกอบไปด้วยการเป็นแท่งเหล็กที่หุ้มด้วยวัสดุทองแดง เพราะว่านี่คือวัสดุที่นำไฟฟ้าได้ดี รวมถึงทนทานต่อการเป็นสนิมจากดินที่มีความชื้นตลอดเวลา  และสเปกต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร พร้อมกับติดตั้งลึกลงดินอย่างน้อย 30 ซม. เหตุผลง่าย ๆ ยิ่งดินลึกมากเท่าไหร่ความชื้นก็จะยิ่งสูงกว่าดินปกติ และเป็นการนำกระแสไฟฟ้าให้ไหลลงไปได้ดีที่สุดนั่นเอง
  • เดินสายดินครบทั้งระบบ : สำหรับสายดินที่ดีนั้น จะต้องทำครบระบบอย่างนี้ ต้องมีการเดินสายกราวด์ (สายไฟสีเขียว) ควบคู่ไปกับสายไฟ (L และ N) ซึ่งจะต่อมาจากตู้เบรกเกอร์ เพื่อเป็นการกระจายไปทั่วทุกวงจรย่อยที่อยู่ภายในบ้าน และถ้าถามว่าต้องต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าใดบ้าง ก็ต้องตอบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นที่ทำขึ้นจากโลหะล้วนเสี่ยงต่อไฟรั่วทั้งหมด 
  • เชื่อมต่อกับปลั๊ก 3 ขาอย่างถูกต้อง : ข้อสำคัญคือตัวเต้ารับที่ผนังจำเป็นที่จะต้องเป็นแบบ 3 รู ในรูที่ 3 (Ground) เราจะต้องปอกสายไฟสีเขียวเข้าไปที่เต้ารับด้านหลัง และจะต้องต่อให้ถูกขั้วทุกรู ห้ามสลับสาย L (เส้นที่มีไฟ) กับ N (เส้นที่ไม่มีไฟ) หรือเอาสาย N ไปจั๊มรวมกับสาย G ที่ตัวปลั๊ก เพราะว่าจะทำให้เครื่องตัดไฟทำงานผิดพลาด ในบางครั้งอาจจะไม่ตัดเมื่อเกิดไฟรั่วจริง ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
  • มีการตรวจสอบค่าความต้านทานดิน : เป็นเพราะว่าสภาพดินแต่ละแต่ละพื้นที่ต่างกัน บางที่เป็นดินทราย ดินเหนียว และนั่นหมายถึงคุณสมบัติการนำไฟฟ้าที่ไม่เท่ากัน จึงทำให้เราต้องตรวจสอบค่าความต้านทานดินก่อนติดตั้งจุดตอกหลักดินลงไป ซึ่งตามความมาตรฐานความปลอดภัย ค่าความต้านทานของดินจะต้องไม่เกิน 5 โอห์ม ยิ่งตัวเลขน้อยเท่าไหร่แปลว่าไฟฟ้ายิ่งไหลลงดินได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าเกิน 5 โอห์ม วิธีแก้ก็คือ ต้องตอกหลักดินเพิ่มอีกหนึ่งแท่งเพื่อเชื่อมสายถึงกันให้ค่าความต้านทานลดลง


ติดตั้งหรือปรับปรุงสายดิน ต้องรู้อะไรบ้าง


  • ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ : สิ่งนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการในการติดตั้งสายดินภายในบ้าน ถ้าหากว่าทำเฉพาะจุดแยกสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็อาจจะใช้เงินประมาณ1,500 - 3,000 บาทต่อจุด แต่หากว่าเดินสายดินทั้งบ้านก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตั้งแต่ 15,000 - 40,000 บาท แต่ก็จะขึ้นอยู่กับทั้งขนาดของบ้าน รูปแบบการเดินสายไฟ ไปจนถึงจำนวนเต้ารับของบ้าน
  • ต้องทำทั้งระบบหรือบางจุด : สิ่งที่ต้องคำนึงถึงว่าจากเลือกติดตั้งระบบแบบไหน ขึ้นอยู่กับงบประมาณ และโครงสร้างของบ้าน สำหรับการเลือก ‘ทำทั้งระบบ’ ถึงแม้ว่าจะเป็นระบบที่มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็มาพร้อมกับความปลอดภัยที่มากที่สุดเพราะว่าจะป้องกันไฟรั่วจากทุกเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่กับ ‘ติดตั้งระบบบางจุด’ ก็จะช่วยเรื่องการปลอดภัยเบื้องต้นจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียงเกิดการรั่ว และอันตรายอย่างเครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น หรือปั๊มน้ำ เป็นต้น
  • เลือกช่างที่มีมาตรฐาน : ข้อนี้ก็สำคัญมาก เพราะว่าช่างเดินระบบสายดินเป็นงานช่างเฉพาะทางที่ต้องการความรู้เฉพาะด้าน เราจึงควรเลือกช่างที่มีใบอนุญาตหนังสือรับรองความรู้ความสามารถช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เข้าใจความรู้เรื่องการเดินของไฟฟ้า และมีเครื่องมือระดับมาตรฐาน


สรุปแล้ว ระบบสายดินเป็นส่วนสำคัญของความปลอดภัยในบ้าน ช่วยป้องกันไฟรั่ว ลดความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต และทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้เสถียรมากขึ้น หากบ้านยังไม่มีหรือระบบยังไม่ได้มาตรฐาน การปรับปรุงจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะบ้านที่ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายจุดในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งหรือปรับปรุงระบบไฟภายในบ้าน  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)   ก็มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับทั้งการซื้อบ้าน สร้างบ้าน และการต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้าน เพื่อช่วยให้การทำให้บ้านปลอดภัย และน่าอยู่มากขึ้นทำได้ง่ายขึ้น


หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ

ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000




บทความที่เกี่ยวข้อง