GHB Big Family Logo
login

เปลี่ยนบ้านให้เป็นที่ทำงาน: วิถีชีวิตยุคใหม่หลังโควิด

  1. เปลี่ยนบ้านให้เป็นที่ทำงาน: วิถีชีวิตยุคใหม่หลังโควิด

หมวดหมู่: ดูแลบ้าน วันที่เผยแพร่: 14/7/2568

เปลี่ยนบ้านให้เป็นที่ทำงาน: วิถีชีวิตยุคใหม่หลังโควิด

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนความหมายของบ้านไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับพักผ่อนหลังเลิกงาน กลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่ต้องรองรับทั้งการทำงาน การประชุมออนไลน์ การเรียน การออกกำลังกาย  และการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในเวลาเดียวกัน แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่รูปแบบการทำงานแบบ Work from Home  และ Hybrid Work ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนทำงานจำนวนมาก ทำให้การออกแบบบ้านยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงเรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรพื้นที่ที่ยืดหยุ่น ใช้งานได้จริง  และช่วยสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตประจำวัน 

บ้านในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย

เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป บ้านจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นสถานที่พักผ่อนหลังเลิกงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ต้องรองรับทั้งการใช้ชีวิต และการทำงานในเวลาเดียวกัน การเติบโตของรูปแบบ Work from Home  และ Hybrid Work ทำให้หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ภายในบ้านที่ช่วยสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพ  และทำให้การทำงานจากที่บ้านเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

พื้นที่ทำงานภายในบ้านจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงานส่วนตัวที่มีความเป็นส่วนตัว มุมทำงานขนาดเล็กริมหน้าต่างที่ได้รับแสงธรรมชาติ หรือพื้นที่อเนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นทั้งพื้นที่ทำงาน มุมอ่านหนังสือ หรือพื้นที่พักผ่อนได้ตามช่วงเวลาของวัน นอกจากฟังก์ชันการใช้งานแล้ว การออกแบบพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมยังส่งผลต่อความรู้สึก และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบ มีแสงสว่างเพียงพอ  และมีความสบายในการใช้งาน สามารถช่วยลดความเหนื่อยล้า เพิ่มสมาธิ  และสร้างสมดุลระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้น

เลือกพื้นที่ทำงานให้เหมาะกับการใช้งาน

การทำงานที่บ้านไม่จำเป็นต้องมีห้องทำงานขนาดใหญ่หรือพื้นที่เฉพาะเสมอไป เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดของพื้นที่ แต่อยู่ที่การเลือกตำแหน่ง และออกแบบสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับลักษณะงาน และพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคน พื้นที่เล็ก ๆ ที่จัดวางอย่างเหมาะสมก็สามารถสร้างบรรยากาศที่ช่วยเพิ่มสมาธิ และประสิทธิภาพในการทำงานได้เช่นกัน

ตัวอย่างพื้นที่ทำงานภายในบ้านที่ได้รับความนิยม 

  • ห้องทำงานส่วนตัวสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบ และความเป็นส่วนตัว
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องประชุมออนไลน์เป็นประจำ หรือต้องใช้สมาธิในการทำงานสูง การมีห้องแยกเป็นสัดส่วนช่วยลดเสียงรบกวน ควบคุมบรรยากาศในการทำงาน  และสามารถจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระเบียบ
  • มุมทำงานในห้องนั่งเล่นสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด
  • สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน อาจออกแบบมุมทำงานเล็ก ๆ ให้กลมกลืนกับพื้นที่พักผ่อน เช่น การใช้โต๊ะทำงานแบบเรียบง่าย ชั้นวางของ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เข้ากับสไตล์บ้าน เพื่อให้พื้นที่ยังคงความสวยงาม และใช้งานได้หลากหลาย
  • พื้นที่ใต้บันไดที่เปลี่ยนเป็นโฮมออฟฟิศขนาดกะทัดรัด
  • เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มักถูกมองข้าม แต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า เพียงเพิ่มโต๊ะทำงาน ชั้นเก็บของ  และแสงสว่างที่เหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นมุมทำงานส่วนตัวที่ประหยัดพื้นที่ได้
  • ห้องอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามช่วงเวลา
  • เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น ใช้เป็นห้องทำงานในช่วงกลางวัน ปรับเป็นห้องอ่านหนังสือในช่วงเย็น หรือเปลี่ยนเป็นห้องรับรองแขกเมื่อมีผู้มาเยือน ช่วยให้พื้นที่ภายในบ้านเกิดประโยชน์สูงสุด

ออกแบบบ้านให้รองรับการทำงานในระยะยาว


เมื่อรูปแบบการทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น พื้นที่ทำงานภายในบ้านจึงไม่ควรเป็นเพียงมุมชั่วคราวที่จัดขึ้นภายหลัง แต่ควรได้รับการวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบบ้าน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก รองรับเทคโนโลยี  และปรับเปลี่ยนตามความต้องการในอนาคตได้

สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบพื้นที่ทำงาน ได้แก่

  • เตรียมระบบไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ตให้พร้อมใช้งาน
  • การวางตำแหน่งปลั๊กไฟให้เพียงพอ รวมถึงเตรียมจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบริเวณพื้นที่ทำงาน ช่วยลดปัญหาสายไฟระเกะระกะ  และรองรับอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ จอเสริม เครื่องพิมพ์ หรืออุปกรณ์ Smart Office ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก
  • ออกแบบระบบแสงสว่างให้เหมาะกับการทำงาน
  • แสงสว่างมีผลโดยตรงต่อสมาธิ และความสบายในการทำงาน ควรมีทั้งแสงธรรมชาติ และแสงไฟที่เหมาะสม เช่น ไฟส่องสว่างเฉพาะจุดบนโต๊ะทำงาน เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตา และสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการทำงาน
  • เลือกตำแหน่งพื้นที่ทำงานให้ลดเสียงรบกวน
  • การจัดวางพื้นที่ทำงานให้ห่างจากบริเวณที่มีการใช้งานร่วมกัน เช่น ห้องนั่งเล่นหรือพื้นที่รับแขก ช่วยเพิ่มสมาธิ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องประชุมออนไลน์หรือทำงานที่ต้องใช้ความเงียบ
  • จัดวางโต๊ะทำงานให้เหมาะกับแสงธรรมชาติ
  • การวางโต๊ะใกล้หน้าต่างช่วยเพิ่มความรู้สึกโปร่งสบาย และช่วยให้ได้รับแสงธรรมชาติ แต่ควรหลีกเลี่ยงตำแหน่งที่แสงตกกระทบหน้าจอโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดแสงสะท้อน และรบกวนการทำงาน
  • เผื่อพื้นที่สำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
  • รูปแบบการทำงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ อาจเปลี่ยนไปตามเวลา การออกแบบพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่น เช่น มีพื้นที่สำหรับเพิ่มโต๊ะทำงาน ตู้เก็บเอกสาร หรืออุปกรณ์สำนักงานเพิ่มเติม จะช่วยให้บ้านสามารถปรับพื้นที่ได้โดยไม่ต้องปรับปรุงครั้งใหญ่

เฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

การทำงานจากบ้านเป็นเวลานานทำให้การเลือกเฟอร์นิเจอร์มีความสำคัญมากกว่าการเลือกเพื่อความสวยงาม เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานส่งผลโดยตรงต่อสมาธิ ความสบาย  และสุขภาพของผู้ใช้งาน เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเมื่อยล้า  และทำให้พื้นที่ทำงานน่าใช้งานมากขึ้น

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่ทำงาน ได้แก่

  • โต๊ะทำงานที่มีขนาด และความสูงเหมาะสม
  • โต๊ะทำงานควรมีพื้นที่เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ จอเสริม สมุด หรืออุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ โดยความสูงของโต๊ะควรเหมาะกับระดับการนั่ง เพื่อให้สามารถวางแขน และใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างสบาย ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อระหว่างวัน
  • เก้าอี้ทำงานที่รองรับสรีระ
  • เก้าอี้เป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง โดยควรเลือกแบบที่รองรับแผ่นหลัง ปรับระดับความสูงได้  และมีความเหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งาน เพื่อช่วยลดปัญหาปวดหลัง ปวดคอ หรือความเมื่อยล้าจากการนั่งเป็นเวลานาน
  • ชั้นวางของ และตู้เก็บเอกสารเพื่อจัดระเบียบพื้นที่
  • พื้นที่ทำงานที่เป็นระเบียบช่วยให้ค้นหาสิ่งของได้ง่าย และลดสิ่งรบกวนระหว่างทำงาน การเพิ่มชั้นวางของ ตู้เก็บเอกสาร หรือพื้นที่จัดเก็บแบบบิลต์อิน ช่วยให้โต๊ะทำงานไม่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น  และทำให้บรรยากาศโดยรวมดูสะอาดมากขึ้น
  • อุปกรณ์จัดระเบียบโต๊ะทำงาน
  • ของเล็ก ๆ เช่น กล่องเก็บสายไฟ ที่วางเอกสาร หรือแท่นวางอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน ลดความยุ่งเหยิง  และทำให้ทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งที่หยิบใช้งานได้ง่าย
  • เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้
  • สำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด เฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชัน เช่น โต๊ะพับได้ โต๊ะทำงานที่รวมกับชั้นเก็บของ หรือโต๊ะที่สามารถปรับระดับได้ จะช่วยให้พื้นที่เดียวสามารถรองรับทั้งการทำงาน และกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น

แสงธรรมชาติ และต้นไม้ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี

สภาพแวดล้อมโดยรอบก็มีส่วนสำคัญต่อความรู้สึก และประสิทธิภาพในการทำงานเช่นกัน การนำแสงธรรมชาติ และองค์ประกอบจากธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทำงาน สามารถช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ลดความเหนื่อยล้า  และทำให้การทำงานจากบ้านมีความน่าอยู่มากขึ้น

แนวทางการออกแบบพื้นที่ทำงานให้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้แก่

  • จัดวางโต๊ะทำงานในตำแหน่งที่ได้รับแสงธรรมชาติ
  • การวางโต๊ะทำงานใกล้หน้าต่างช่วยให้พื้นที่มีความสว่าง และเปิดโล่งมากขึ้น แสงธรรมชาติช่วยลดการพึ่งพาแสงไฟในช่วงกลางวัน  และทำให้บรรยากาศภายในห้องดูสดชื่น อย่างไรก็ตาม ควรจัดตำแหน่งโต๊ะให้หลีกเลี่ยงแสงสะท้อนบนหน้าจอ เพื่อไม่ให้รบกวนการทำงาน
  • เพิ่มต้นไม้ภายในพื้นที่ทำงาน
  • ต้นไม้ขนาดเล็ก เช่น ไม้กระถาง ไม้ใบ หรือพืชที่ดูแลง่าย สามารถช่วยเพิ่มความสดชื่น และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับพื้นที่ทำงาน นอกจากนี้ สีเขียวจากต้นไม้ยังช่วยลดความรู้สึกตึงเครียดจากการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน  และทำให้มุมทำงานมีชีวิตชีวามากขึ้น
  • ใช้โทนสี และวัสดุที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
  • การเลือกใช้สีโทนอ่อน สีเอิร์ธโทน หรือวัสดุอย่างไม้ และหินธรรมชาติ ช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น สบายตา  และเหมาะกับการใช้เวลาทำงานเป็นเวลานาน โดยไม่ทำให้พื้นที่รู้สึกแข็งหรือเป็นทางการจนเกินไป
  • ออกแบบพื้นที่ให้เชื่อมต่อกับภายนอก
  • หากมีพื้นที่เพียงพอ อาจออกแบบให้มีมุมมองออกไปยังสวน ระเบียง หรือพื้นที่สีเขียวภายนอก เพื่อช่วยให้สายตาได้พักจากการทำงาน  และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายระหว่างช่วงพัก

เทคโนโลยีกับบ้านยุคใหม่


การทำงานจากบ้านที่ราบรื่นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับ เช่น

  • ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และ Wi-Fi ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่
  • อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานจากบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมออนไลน์ การส่งไฟล์ขนาดใหญ่ หรือการใช้งานระบบออนไลน์ต่าง ๆ การวางแผนจุดติดตั้งเราเตอร์หรือระบบกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทุกมุมของบ้าน ช่วยลดปัญหาสัญญาณไม่เสถียร  และทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ระบบ Smart Home เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิต
  • เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การปรับแสงสว่าง ควบคุมเครื่องปรับอากาศ เปิด-ปิดผ้าม่าน หรือสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านสมาร์ตโฟน นอกจากเพิ่มความสะดวกแล้ว ยังช่วยบริหารพลังงาน และสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการทำงาน และการพักผ่อน
  • ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ
  • สำหรับผู้ที่ทำงานจากบ้าน ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เช่น กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ กริ่งประตูพร้อมกล้อง ระบบล็อกประตูดิจิทัล หรือระบบแจ้งเตือนเมื่อมีความผิดปกติ ช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถตรวจสอบความเรียบร้อยได้แม้อยู่ภายนอกบ้าน
  • ระบบไฟฟ้า และการรองรับอุปกรณ์ในอนาคต
  • การเตรียมจำนวนปลั๊กไฟ จุดเชื่อมต่ออุปกรณ์  และระบบไฟฟ้าให้เพียงพอ ช่วยรองรับการใช้งานในระยะยาว เช่น คอมพิวเตอร์หลายหน้าจอ อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องชาร์จต่าง ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • เทคโนโลยีช่วยประหยัดพลังงาน
  • บ้านยุคใหม่สามารถนำระบบต่าง ๆ เข้ามาช่วยลดการใช้พลังงาน เช่น ระบบควบคุมแสงอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งาน หรือการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่าย และทำให้การอยู่อาศัยมีความยั่งยืนมากขึ้น

แยกพื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักผ่อน

หนึ่งในความท้าทายของการทำงานจากบ้าน คือการรักษาสมดุลระหว่าง “เวลางาน”  และ “เวลาส่วนตัว” เพราะเมื่อพื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักผ่อนอยู่รวมกัน อาจทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในโหมดทำงานตลอดเวลา ส่งผลต่อความผ่อนคลาย และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

การออกแบบบ้านให้มีการแบ่งขอบเขตของพื้นที่อย่างชัดเจน แม้จะเป็นเพียงการกำหนดมุมใช้งานเล็ก ๆ ก็สามารถช่วยให้สมองแยกแยะระหว่างช่วงเวลาทำงาน และช่วงเวลาพักผ่อนได้ดีขึ้น โดยแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ ได้แก่

  • กำหนดพื้นที่ทำงานให้เป็นสัดส่วน
  • หากมีพื้นที่เพียงพอ การจัดห้องทำงานแยกออกจากพื้นที่พักผ่อนจะช่วยสร้างสมาธิ ลดสิ่งรบกวน  และทำให้สามารถเข้าสู่โหมดการทำงานได้ง่ายขึ้น เมื่อเลิกงานก็สามารถออกจากพื้นที่นั้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเข้าสู่ช่วงเวลาส่วนตัว
  • ใช้เฟอร์นิเจอร์หรือองค์ประกอบภายในบ้านช่วยแบ่งพื้นที่
  • สำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด อาจใช้ชั้นวางหนังสือ ตู้เก็บของ ฉากกั้น หรือพาร์ทิชันแบบโปร่ง เพื่อแบ่งพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่พักผ่อนโดยไม่ทำให้บ้านรู้สึกแคบหรือปิดทึบจนเกินไป
  • กำหนดมุมใช้งานเฉพาะสำหรับการทำงาน
  • แม้จะเป็นเพียงโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ริมหน้าต่างหรือมุมหนึ่งของห้อง ก็สามารถสร้างขอบเขตในการทำงานได้ หากมีการจัดวางอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และใช้พื้นที่นั้นเฉพาะเวลาทำงาน จะช่วยให้เกิดความเป็นระเบียบ และสร้างวินัยในการทำงานมากขึ้น
  • ออกแบบพื้นที่พักผ่อนให้แตกต่างจากพื้นที่ทำงาน
  • พื้นที่พักผ่อนควรมีบรรยากาศที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ใช้แสงไฟโทนอุ่น เพิ่มต้นไม้ หรือเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับการพักผ่อน เพื่อสร้างความรู้สึกแตกต่างจากพื้นที่ทำงาน
  • จัดเก็บอุปกรณ์ทำงานเมื่อหมดเวลางาน
  • การเก็บคอมพิวเตอร์ เอกสาร หรืออุปกรณ์สำนักงานให้เป็นระเบียบหลังเลิกงาน ช่วยลดความรู้สึกว่ายังอยู่ในช่วงเวลาทำงาน  และทำให้พื้นที่ภายในบ้านกลับมาเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง


บ้านหลังโควิดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักอาศัย แต่กลายเป็นพื้นที่ที่รองรับทั้งการทำงาน การใช้ชีวิต  และการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน การออกแบบบ้านให้มีพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม มีแสงธรรมชาติ เทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน  และฟังก์ชันที่ยืดหยุ่น จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าคุณจะกำลังสร้างบ้านใหม่หรือปรับปรุงบ้านเดิม การให้ความสำคัญกับพื้นที่ทำงานตั้งแต่วันนี้ คือการเตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับวิถีชีวิตยุคใหม่ ที่การทำงาน และการใช้ชีวิตสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ธอส. มีสินเชื่อบ้านสำหรับซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม  และซ่อมแซมที่อยู่อาศัย พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น ให้คุณเลือกแผนการผ่อนที่เหมาะกับความสามารถทางการเงินได้

หากสนใจใช้สิทธิ์ยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสองกับ ธอส. สามารถทำการกรอกข้อมูล เพื่อขอคำแนะนำด้านสินเชื่อ  และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ ได้ที่นี่


ธอส. มีผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อบ้านที่พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ  และคัดสรรข้อเสนอสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ติดตามข่าวสาร  และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000


บทความที่เกี่ยวข้อง