GHB Big Family Logo
login

10 เคล็ดลับการจัดระเบียบบ้านไม่กลับมารกอีก

  1. 10 เคล็ดลับการจัดระเบียบบ้านไม่กลับมารกอีก

หมวดหมู่: ดูแลบ้าน วันที่เผยแพร่: 23/6/2568

10 เคล็ดลับการจัดระเบียบบ้านไม่กลับมารกอีก

บ้านที่สะอาด และเป็นระเบียบไม่ได้ช่วยเพียงให้ดูสวยงามเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น ลดความเครียด  และช่วยประหยัดเวลาในการหาของ อย่างไรก็ตาม หลายคนมักพบปัญหาว่า แม้จะจัดบ้านครั้งใหญ่แล้ว แต่ไม่นานบ้านก็กลับมารกเหมือนเดิม ความจริงแล้วการจัดบ้านให้เป็นระเบียบอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำความสะอาดเพียงครั้งเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างนิสัย และระบบการจัดเก็บที่เหมาะสม ที่จะช่วยให้บ้านของคุณเป็นระเบียบได้นานขึ้น  และไม่กลับมารกง่าย ๆ

1. เริ่มจากการคัดแยกของที่ไม่จำเป็น

ก่อนเริ่มจัดบ้าน สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การหากล่องหรือพื้นที่เก็บของเพิ่ม แต่คือการสำรวจ และคัดเลือกสิ่งของที่มีอยู่ภายในบ้าน เพราะความรกส่วนใหญ่มักเกิดจากการสะสมของที่ไม่ได้ใช้งานมากกว่าปัญหาพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ การลดจำนวนสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกไป จะช่วยให้บ้านมีพื้นที่ว่างมากขึ้น  และทำให้การจัดระเบียบในขั้นตอนต่อไปง่ายขึ้นอย่างเห็นผล

เริ่มต้นด้วยการสำรวจของแต่ละพื้นที่ เช่น ตู้เสื้อผ้า ห้องครัว ห้องเก็บของ โต๊ะทำงาน หรือพื้นที่เก็บของส่วนตัว จากนั้นแยกสิ่งของออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น ของที่ใช้งานเป็นประจำ ของที่ยังจำเป็นแต่ใช้งานน้อย ของที่ควรส่งต่อ  และของที่ควรทิ้งหรือรีไซเคิล วิธีนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และไม่ทำให้รู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างพร้อมกันในครั้งเดียว

สิ่งของที่ควรพิจารณาคัดออก ได้แก่

  • เสื้อผ้าที่ไม่ได้สวมใส่มานาน เช่น เสื้อผ้าที่มีขนาดไม่พอดี ไม่เข้ากับสไตล์การแต่งตัว หรือเก็บไว้โดยไม่มีโอกาสใช้งาน หากยังอยู่ในสภาพดีสามารถบริจาคหรือส่งต่อให้ผู้อื่นได้
  • ของใช้ที่เสียหรือชำรุด เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ทำงาน ภาชนะที่แตก หรือของที่ซ่อมแล้วไม่คุ้มค่า ควรแยกทิ้งหรือรีไซเคิลอย่างเหมาะสม
  • สิ่งของที่มีซ้ำกันหลายชิ้น เช่น แก้วน้ำ กล่องเก็บของ อุปกรณ์สำนักงาน หรือของใช้ในครัวที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็น ควรเก็บเฉพาะจำนวนที่ใช้งานจริง
  • ของที่เก็บไว้แต่ไม่มีการใช้งานเป็นเวลานาน หากไม่ได้หยิบมาใช้หลายเดือนหรือไม่มีแผนว่าจะใช้งานในอนาคต อาจเป็นสัญญาณว่าของชิ้นนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป

2. กำหนด "ที่อยู่" ให้กับทุกสิ่ง


หนึ่งในหลักการสำคัญของการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ คือการกำหนดตำแหน่งจัดเก็บที่ชัดเจนให้กับสิ่งของทุกชิ้น เพราะปัญหาความรกส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากจำนวนของที่มีมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่สิ่งของไม่มีพื้นที่จัดเก็บที่แน่นอน ทำให้เมื่อใช้งานเสร็จแล้วมักถูกวางไว้ตามจุดต่าง ๆ  และกลายเป็นของที่กระจัดกระจายภายในบ้าน

การมีที่อยู่ให้กับทุกสิ่ง หมายถึงการกำหนดตำแหน่งประจำสำหรับของแต่ละประเภท เพื่อให้ทุกคนในบ้านรู้ว่าของชิ้นนั้นควรอยู่ตรงไหน  และสามารถค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องการใช้งาน เช่น วางกุญแจไว้บริเวณใกล้ประตู เก็บรีโมตไว้ในกล่องหรือถาดเฉพาะ จัดโทรศัพท์ และอุปกรณ์ชาร์จไว้ในจุดเดียวกัน หรือกำหนดพื้นที่สำหรับอุปกรณ์ทำความสะอาดโดยเฉพาะ

ตัวอย่างการกำหนดตำแหน่งจัดเก็บสิ่งของ

  • กุญแจ และของใช้ที่ต้องหยิบก่อนออกจากบ้าน
  • ควรจัดจุดวางใกล้ประตู เช่น ถาดวางของ กล่องเล็ก ๆ หรือที่แขวนกุญแจ เพื่อป้องกันการเสียเวลาค้นหาในเวลาที่เร่งรีบ
  • รีโมต โทรศัพท์  และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก
  • ควรมีจุดเก็บประจำ เช่น ถาดบนโต๊ะกลาง กล่องเก็บอุปกรณ์ หรือมุมสำหรับสายชาร์จ เพื่อป้องกันการวางปะปนกับสิ่งของอื่น
  • อุปกรณ์ทำความสะอาด
  • ควรแบ่งพื้นที่จัดเก็บให้ชัดเจน เช่น ตู้เก็บของ ห้องซักล้าง หรือมุมเฉพาะ เพื่อให้หยิบใช้งานง่าย และไม่ทำให้พื้นที่ส่วนอื่นดูรก
  • เอกสารสำคัญ และของใช้ส่วนตัว
  • ควรจัดเก็บในแฟ้ม กล่อง หรือชั้นเฉพาะ พร้อมแบ่งหมวดหมู่ เช่น เอกสารบ้าน ใบรับประกัน คู่มือสินค้า หรือเอกสารส่วนตัว เพื่อให้ค้นหาได้รวดเร็วเมื่อจำเป็นต้องใช้

3. ใช้หลัก "หยิบง่าย เก็บง่าย"

การจัดบ้านที่ดีไม่ได้หมายถึงการนำของทุกอย่างไปเก็บให้พ้นสายตา แต่คือการจัดระบบให้สิ่งของสามารถหยิบใช้งานได้สะดวก และสามารถเก็บกลับเข้าที่ได้ง่ายหลังใช้งาน หลัก “หยิบง่าย เก็บง่าย” จึงเป็นแนวคิดสำคัญที่ช่วยให้บ้านเป็นระเบียบได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากพื้นที่จัดเก็บยุ่งยากหรือเข้าถึงยากเกินไป คนในบ้านมักเลือกวางของไว้บริเวณใกล้มือแทน ทำให้เกิดความรกสะสมขึ้นอีกครั้ง

การจัดเก็บควรคำนึงถึงความถี่ในการใช้งาน โดยของที่ใช้เป็นประจำควรวางในตำแหน่งที่หยิบได้สะดวก ส่วนของที่ใช้นาน ๆ ครั้งสามารถจัดเก็บในพื้นที่ด้านบน ตู้ลึก หรือพื้นที่ที่ไม่รบกวนการใช้งานประจำวันได้ วิธีนี้ช่วยให้พื้นที่ภายในบ้านถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางการจัดเก็บตามหลัก “หยิบง่าย เก็บง่าย”

  • จัดวางของที่ใช้บ่อยให้อยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย
  • เช่น เครื่องปรุง อุปกรณ์ทำอาหาร หรือจานชามที่ใช้ทุกวัน ควรวางในระดับสายตาหรือบริเวณที่หยิบได้สะดวก ส่วนของที่ใช้น้อย เช่น อุปกรณ์เทศกาลหรือของสำรอง สามารถเก็บไว้ในพื้นที่ด้านบนหรือมุมที่ไม่รบกวนการใช้งาน
  • เลือกใช้กล่อง และตะกร้าให้เหมาะกับประเภทของ
  • กล่องเก็บของช่วยรวบรวมสิ่งของประเภทเดียวกันให้อยู่เป็นกลุ่ม เช่น กล่องใส่อุปกรณ์สำนักงาน กล่องเก็บสายไฟ หรือกล่องเก็บของเล่น ส่วนตะกร้าเหมาะสำหรับของที่ต้องหยิบใช้บ่อย เพราะสามารถหยิบออกมา และเก็บกลับได้อย่างรวดเร็ว
  • ใช้ชั้นวางเพื่อเพิ่มพื้นที่ และแบ่งสัดส่วน
  • ชั้นวางช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นพื้นที่จัดเก็บ เช่น ชั้นในห้องครัวสำหรับวางเครื่องปรุง ชั้นวางในห้องน้ำสำหรับอุปกรณ์ส่วนตัว หรือชั้นเก็บของในห้องทำงาน เพื่อให้สิ่งของไม่กองรวมกัน
  • ติดป้ายกำกับเมื่อมีของจำนวนมาก
  • สำหรับพื้นที่ที่มีสิ่งของหลายประเภท เช่น ห้องเก็บของ ห้องครัว ตู้เก็บเอกสาร หรือกล่องเก็บของ การติดป้ายชื่อช่วยให้ค้นหาของได้รวดเร็ว  และช่วยให้ทุกคนในบ้านสามารถเก็บของกลับตำแหน่งเดิมได้ถูกต้อง
  • อย่าเก็บของแน่นจนเกินไป
  • แม้การใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่การอัดของจนเต็มตู้หรือกล่องอาจทำให้หยิบใช้งานลำบาก  และทำให้เกิดความรกเมื่อมีของใหม่เข้ามา ควรเหลือพื้นที่ว่างเล็กน้อยเพื่อให้สามารถหยิบ และจัดเก็บได้สะดวก

4. อย่านำของใหม่เข้าบ้านโดยไม่คัดของเก่าออก

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้บ้านกลับมารกหลังจากจัดเรียบร้อยแล้ว คือการนำสิ่งของใหม่เข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้จัดการกับของเดิมที่มีอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนสิ่งของจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ  และทำให้บ้านเต็มไปด้วยของที่อาจไม่ได้ใช้งานจริง การใช้หลักการ “เข้า 1 ออก 1” เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยควบคุมปริมาณสิ่งของภายในบ้าน โดยมีแนวคิดว่า เมื่อมีของใหม่เข้ามา 1 ชิ้น ควรนำของเก่าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือไม่ได้ใช้งานแล้วออกไป 1 ชิ้น เพื่อรักษาสมดุลของจำนวนสิ่งของ และป้องกันการสะสมโดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น หากซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ควรสำรวจรองเท้าคู่เดิมที่ไม่ได้ใส่แล้ว และเลือกบริจาค ขายต่อ หรือรีไซเคิล หากซื้อเสื้อผ้าใหม่ ควรคัดเสื้อผ้าในตู้ที่ไม่ได้ใช้งานออก หรือเมื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องครัวชิ้นใหม่ ก็ควรพิจารณาว่าอุปกรณ์ชิ้นเก่าจำเป็นต้องเก็บไว้หรือไม่

ตัวอย่างการใช้หลัก “เข้า 1 ออก 1” ในชีวิตประจำวัน

  • เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย
  • ก่อนซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่ ควรตรวจสอบตู้เสื้อผ้า และนำเสื้อผ้าที่ไม่ได้สวมใส่ออก เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับของใหม่ และลดการสะสมของที่ไม่จำเป็น
  • รองเท้า และกระเป๋า
  • เมื่อมีของใหม่เข้ามา ควรพิจารณาว่ามีของเดิมที่ใช้งานน้อยหรือเสื่อมสภาพหรือไม่ เพื่อช่วยให้พื้นที่จัดเก็บไม่แน่นเกินไป
  • อุปกรณ์ในครัว และของใช้ภายในบ้าน
  • ก่อนซื้อของชิ้นใหม่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ภาชนะ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ควรตรวจสอบว่าของเดิมยังใช้งานได้หรือมีจำนวนมากเกินความจำเป็นหรือไม่
  • ของตกแต่งบ้าน
  • การเพิ่มของตกแต่งใหม่ควรคำนึงถึงพื้นที่ว่าง เพราะหากมีจำนวนมากเกินไปอาจทำให้บ้านดูแน่น และสูญเสียความเป็นระเบียบ

5. จัดบ้านวันละ 10-15 นาที

การจัดบ้านให้เป็นระเบียบไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความรกสะสมจนต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเก็บกวาดครั้งใหญ่ เพราะความรกส่วนใหญ่มักเกิดจากสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การวางของไม่เข้าที่ เสื้อผ้าที่ไม่ได้พับ เอกสารที่กองบนโต๊ะ หรือของใช้ที่ถูกวางทิ้งไว้หลังใช้งาน หากปล่อยสะสมเป็นเวลานาน ปัญหาเล็ก ๆ เหล่านี้จะกลายเป็นงานใหญ่ที่ใช้ทั้งเวลา และพลังงานในการจัดการ

การแบ่งเวลาสั้น ๆ เพียงวันละ 10-15 นาที เป็นวิธีที่ช่วยให้บ้านสะอาด และเป็นระเบียบได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระมากเกินไป สิ่งสำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการดูแลเล็ก ๆ ทุกวันมักได้ผลดีกว่าการรอจัดบ้านครั้งใหญ่เป็นครั้งคราว

ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถทำได้ภายใน 10-15 นาที

  • เก็บของที่วางผิดที่กลับเข้าตำแหน่งเดิม
  • เช่น เก็บหนังสือ รีโมต อุปกรณ์ต่าง ๆ หรือของใช้ส่วนตัวที่ถูกวางทิ้งไว้ การทำทันทีช่วยป้องกันไม่ให้ของกระจายไปทั่วบ้าน
  • จัดพื้นที่ที่ใช้งานบ่อย
  • เช่น โต๊ะทำงาน โต๊ะรับประทานอาหาร เคาน์เตอร์ครัว หรือโต๊ะข้างเตียง เพราะเป็นพื้นที่ที่มักเกิดความรกได้ง่าย การจัดให้เรียบร้อยช่วยให้พร้อมใช้งานในวันถัดไป
  • เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวต่าง ๆ
  • ใช้เวลาสั้น ๆ ในการเช็ดฝุ่นบนโต๊ะ ชั้นวาง หรืออุปกรณ์ที่ใช้งานประจำ ช่วยให้บ้านดูสะอาดขึ้น และลดการสะสมของฝุ่น
  • คัดแยกของที่ไม่จำเป็นออกทีละเล็กทีละน้อย
  • ไม่จำเป็นต้องรอจัดบ้านครั้งใหญ่ อาจเริ่มจากลิ้นชักหนึ่งช่อง ชั้นวางหนึ่งชั้น หรือกล่องเก็บของหนึ่งใบ เพื่อค่อย ๆ ลดปริมาณสิ่งของภายในบ้าน

6. ใช้พื้นที่แนวตั้งให้เกิดประโยชน์


สำหรับบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด การเพิ่มพื้นที่จัดเก็บไม่ได้หมายความว่าจะต้องเพิ่มตู้หรือเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่เสมอไป เพราะพื้นที่บนผนังหรือบริเวณแนวตั้งภายในบ้านยังเป็นพื้นที่ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งพื้นที่เหนือระดับสายตา เช่น ผนัง มุมห้อง หรือพื้นที่เหนือประตู มักถูกมองข้าม ทั้งที่สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของได้มากขึ้นโดยไม่ทำให้พื้นห้องแน่นเกินไป

การใช้พื้นที่แนวตั้งช่วยให้สามารถจัดเก็บสิ่งของได้เป็นสัดส่วน เพิ่มพื้นที่ใช้งานบนพื้น  และทำให้บ้านดูโปร่งขึ้น โดยเฉพาะในห้องที่มีขนาดเล็ก เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องทำงาน หรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด

ตัวอย่างการใช้พื้นที่แนวตั้งภายในบ้าน

  • ชั้นวางติดผนัง
  • ชั้นวางติดผนังเป็นวิธีเพิ่มพื้นที่เก็บของที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถติดตั้งในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน เช่น ผนังเหนือโต๊ะทำงาน ผนังข้างเตียง หรือบริเวณทางเดิน ใช้สำหรับวางหนังสือ ของตกแต่ง ต้นไม้ขนาดเล็ก หรือของใช้ที่หยิบเป็นประจำ
  • ตะขอแขวนอเนกประสงค์
  • ตะขอแขวนช่วยจัดเก็บของที่มีรูปทรงเหมาะสำหรับแขวน เช่น กระเป๋า หมวก กุญแจ อุปกรณ์ทำความสะอาด หรือเครื่องครัวบางประเภท ช่วยลดการวางของบนโต๊ะหรือพื้น  และทำให้หยิบใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • ราวแขวนในห้องครัว
  • ห้องครัวมักมีอุปกรณ์จำนวนมาก การใช้ราวแขวนช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ เช่น แขวนอุปกรณ์ทำอาหาร ผ้าเช็ดมือ หรือเครื่องมือที่ใช้บ่อย ทำให้เคาน์เตอร์ครัวมีพื้นที่ว่างมากขึ้น และช่วยให้การทำอาหารสะดวกขึ้น
  • ชั้นวางเหนือประตู
  • พื้นที่เหนือประตูเป็นพื้นที่ที่มักไม่ได้ใช้งาน สามารถติดตั้งชั้นสำหรับเก็บของที่ไม่ได้หยิบใช้บ่อย เช่น กล่องเก็บของ อุปกรณ์ตามฤดูกาล หรือของสำรองต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่โดยไม่กระทบพื้นที่ใช้สอยหลัก

7. จัดเก็บตามหมวดหมู่

การจัดเก็บของตามหมวดหมู่เป็นอีกหนึ่งหลักการสำคัญที่ช่วยให้บ้านเป็นระเบียบ และใช้งานได้สะดวกมากขึ้น เพราะปัญหาที่พบได้บ่อยในบ้านไม่ได้มีเพียงเรื่องของจำนวนสิ่งของที่มากเกินไป แต่ยังรวมถึงการเก็บของปะปนกันจนทำให้ค้นหายาก เมื่อต้องการใช้งานจึงเสียเวลาในการค้นหา หรือซื้อของชิ้นใหม่เพราะไม่แน่ใจว่าของเดิมถูกเก็บไว้ที่ไหน

การแบ่งสิ่งของออกเป็นหมวดหมู่ช่วยสร้างระบบการจัดเก็บที่ชัดเจน ทำให้รู้ว่าของแต่ละประเภทควรอยู่บริเวณใด  และช่วยให้สมาชิกทุกคนในบ้านสามารถค้นหา และเก็บของกลับเข้าที่ได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างการจัดเก็บตามหมวดหมู่

  • อุปกรณ์สำนักงาน
  • ควรแยกเก็บสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทำงานหรือการเรียน เช่น ปากกา ดินสอ สมุด เอกสาร คลิปหนีบกระดาษ  และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก โดยอาจใช้กล่องแบ่งช่อง ลิ้นชัก หรือแฟ้มเอกสาร เพื่อช่วยให้หยิบใช้งานได้สะดวก
  • ยา และเวชภัณฑ์
  • ควรจัดเก็บรวมกันในกล่องหรือตู้เฉพาะ โดยแบ่งประเภท เช่น ยาสามัญประจำบ้าน อุปกรณ์ทำแผล หรืออุปกรณ์ดูแลสุขภาพ พร้อมตรวจสอบวันหมดอายุเป็นระยะ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยเมื่อจำเป็น
  • เครื่องมือช่าง
  • เช่น ไขควง ค้อน ตลับเมตร สกรู หรืออุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน ควรเก็บรวมไว้ในกล่องเครื่องมือหรือพื้นที่เฉพาะ เพื่อป้องกันการสูญหาย และช่วยให้พร้อมใช้งานเมื่อเกิดปัญหาภายในบ้าน
  • ของเล่นเด็ก
  • ควรแยกประเภท เช่น ของเล่นชิ้นเล็ก ตัวต่อ หนังสือ หรืออุปกรณ์ศิลปะ โดยใช้กล่องหรือตะกร้าที่เด็กสามารถหยิบ และเก็บคืนได้ง่าย เพื่อช่วยสร้างนิสัยการจัดระเบียบตั้งแต่วัยเด็ก
  • อุปกรณ์ทำความสะอาด
  • ควรจัดเก็บรวมกันในพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ห้องซักล้าง ตู้เก็บของ หรือมุมเฉพาะ เพื่อให้หยิบใช้งานง่าย และป้องกันการวางปะปนกับของใช้ประเภทอื่น

8. สร้างนิสัยเก็บของทันทีหลังใช้งาน

หลายครั้งสาเหตุที่ทำให้บ้านดูรกไม่ได้เกิดจากการมีสิ่งของมากเกินไป แต่เกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การวางของไว้ก่อนแล้วคิดว่าเดี๋ยวค่อยเก็บ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่วางบนเก้าอี้ แก้วน้ำบนโต๊ะ เอกสารที่กองไว้ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้เก็บกลับเข้าที่ เมื่อสิ่งของเล็ก ๆ เหล่านี้สะสมต่อเนื่อง บ้านที่เคยเป็นระเบียบก็อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ดูรก และจัดการได้ยาก

การสร้างนิสัยใช้เสร็จแล้วเก็บทันที เป็นวิธีง่ายที่สุดในการป้องกันความรก เพราะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ช่วยลดปริมาณงานจัดบ้านในอนาคตได้อย่างมาก แทนที่จะปล่อยให้ของหลายชิ้นสะสมจนต้องใช้เวลาจัดครั้งใหญ่ การเก็บทันทีช่วยให้บ้านกลับมาเรียบร้อยอยู่เสมอโดยแทบไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ

ตัวอย่างนิสัยเล็ก ๆ ที่ช่วยลดความรก

  • เก็บเสื้อผ้าหลังเปลี่ยนทันที
  • เสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วควรแยกให้ชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าที่จะนำไปซักหรือเป็นเสื้อผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ เพื่อป้องกันการกองรวมกันบนเตียงหรือเก้าอี้
  • เก็บอุปกรณ์หลังทำกิจกรรมเสร็จ
  • เช่น หลังทำอาหารควรล้าง และเก็บอุปกรณ์กลับเข้าที่ หลังทำงานหรือเรียนควรจัดเก็บปากกา เอกสาร  และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
  • นำภาชนะกลับไปยังจุดจัดเก็บ
  • หลังรับประทานอาหาร ควรนำจาน แก้ว หรือภาชนะไปล้างหรือจัดไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสม ไม่ปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นความเคยชิน
  • จัดพื้นที่ใช้งานให้พร้อมสำหรับครั้งถัดไป
  • เช่น ก่อนนอนควรเก็บโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เพื่อให้พร้อมใช้งานในวันถัดไป หรือจัดพื้นที่ห้องนั่งเล่นให้กลับมาเป็นระเบียบหลังใช้งาน

9. ตรวจเช็กบ้านเป็นประจำ

แม้ว่าจะจัดบ้านจนเป็นระเบียบแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งของใหม่ ๆ ย่อมเข้ามาในบ้านอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ หรือของที่เกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หากไม่มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง บ้านก็อาจกลับมารกได้อีกครั้งโดยไม่รู้ตัว การกำหนดวันตรวจเช็กบ้านเป็นประจำ เช่น เดือนละครั้ง หรือทุก 2-3 เดือน เป็นวิธีช่วยรักษาความเป็นระเบียบในระยะยาว เพราะทำให้สามารถมองเห็นปัญหาได้ตั้งแต่ระยะแรก เช่น ของบางชิ้นเริ่มไม่ได้ใช้งาน พื้นที่จัดเก็บเริ่มแน่นเกินไป หรือมีสิ่งของถูกวางผิดตำแหน่งบ่อยครั้ง

การตรวจบ้านไม่ได้หมายถึงการทำความสะอาดครั้งใหญ่ แต่เป็นการใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อสำรวจ และปรับระบบการจัดเก็บให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

จุดที่ควรตรวจสอบเป็นประจำ

  • ตู้เสื้อผ้า
  • ตรวจดูเสื้อผ้าที่ไม่ได้สวมใส่มานาน เสื้อผ้าที่มีขนาดไม่เหมาะสม หรือเสื้อผ้าที่ชำรุด เพื่อคัดแยกออก และเพิ่มพื้นที่สำหรับสิ่งของที่จำเป็นจริง
  • ห้องเก็บของ และพื้นที่จัดเก็บต่าง ๆ
  • ตรวจสอบว่ามีของที่เก็บไว้โดยไม่ได้ใช้งานหรือไม่ เช่น กล่องเก่า อุปกรณ์ที่ซ้ำกัน หรือของที่เก็บจนลืมว่ามีอยู่ เพื่อป้องกันการสะสมโดยไม่จำเป็น
  • ห้องครัว
  • สำรวจภาชนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า  และวัตถุดิบต่าง ๆ ว่ามีของที่หมดอายุ ของที่ไม่ได้ใช้ หรืออุปกรณ์ที่มีจำนวนมากเกินไปหรือไม่
  • โต๊ะทำงาน และพื้นที่ส่วนตัว
  • จัดการเอกสาร อุปกรณ์สำนักงาน หรือของใช้เล็ก ๆ ที่อาจสะสมจนทำให้พื้นที่ทำงานไม่เป็นระเบียบ
  • พื้นที่ส่วนกลางของบ้าน
  • เช่น ห้องนั่งเล่นหรือบริเวณทางเข้า ควรตรวจดูว่ามีของถูกนำมาวางทิ้งไว้หรือไม่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ส่งผลต่อภาพรวมของบ้านมากที่สุด

10. ให้ทุกคนในบ้านมีส่วนร่วม

การจัดบ้านให้เป็นระเบียบอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกหลายคน หากมีเพียงคนเดียวที่คอยเก็บกวาด ในขณะที่คนอื่นไม่ได้ช่วยดูแล ความเป็นระเบียบที่สร้างขึ้นก็อาจหายไปได้อย่างรวดเร็ว

การทำให้ทุกคนในบ้านมีส่วนร่วมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบในระยะยาว เพราะเมื่อสมาชิกทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตัวเอง  และมีส่วนช่วยดูแลพื้นที่ส่วนรวม บ้านจะไม่ใช่เพียงสถานที่ที่มีคนคอยจัดการ แต่จะกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคนร่วมกันดูแล

การแบ่งหน้าที่ให้เหมาะสมกับสมาชิกในบ้าน

การแบ่งหน้าที่ไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่ เพียงกำหนดความรับผิดชอบเล็ก ๆ ให้เหมาะกับอายุ ความสามารถ  และกิจวัตรประจำวันของแต่ละคน ก็สามารถช่วยลดภาระ และสร้างความเป็นระเบียบได้ เช่น

  • เด็กช่วยดูแลพื้นที่ของตัวเอง
  • เช่น เก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จ จัดหนังสือเข้าชั้น หรือเก็บอุปกรณ์การเรียนเข้าที่ การฝึกตั้งแต่วัยเด็กช่วยสร้างความรับผิดชอบ และทำให้เด็กเรียนรู้ว่าของทุกอย่างควรมีตำแหน่งจัดเก็บ
  • ผู้ใหญ่ช่วยดูแลพื้นที่ส่วนกลาง
  • เช่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่รับประทานอาหาร โดยช่วยจัดเก็บอุปกรณ์ ล้างภาชนะ หรือดูแลให้พื้นที่พร้อมใช้งานสำหรับทุกคน
  • ทุกคนดูแลของใช้ส่วนตัว
  • เช่น เก็บเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์ส่วนตัวเข้าที่หลังใช้งาน เพื่อไม่ให้พื้นที่ส่วนกลางกลายเป็นจุดวางของสะสม

ประโยชน์ของบ้านที่เป็นระเบียบ

บ้านที่เป็นระเบียบไม่ได้ส่งผลดีเพียงในด้านความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในหลายด้าน เพราะเมื่อสิ่งของถูกจัดวางอย่างเหมาะสม มีพื้นที่ใช้งานที่ชัดเจน  และมีระบบการจัดเก็บที่ดี จะช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น ลดความวุ่นวาย  และทำให้บ้านเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์การพักผ่อนมากยิ่งขึ้น

1. ประหยัดเวลาในการค้นหาสิ่งของ

เมื่อสิ่งของทุกชิ้นมีตำแหน่งจัดเก็บที่ชัดเจน จะช่วยลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการค้นหาของที่จำเป็น เช่น กุญแจ เอกสาร อุปกรณ์ทำงาน หรือของใช้ประจำวัน ไม่ต้องเสียเวลารื้อค้นตามจุดต่าง ๆ ภายในบ้าน การจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ และการกำหนดที่อยู่ให้กับสิ่งของ ยังช่วยให้สมาชิกทุกคนในบ้านสามารถค้นหา และเก็บของกลับเข้าที่ได้ง่าย ทำให้กิจวัตรประจำวันเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

2. ลดความเครียดจากสภาพแวดล้อมที่รก

สภาพแวดล้อมภายในบ้านมีผลต่อความรู้สึก และอารมณ์ของผู้อยู่อาศัย บ้านที่เต็มไปด้วยของวางกระจัดกระจายอาจทำให้รู้สึกวุ่นวาย ไม่สบายตา  และเพิ่มความรู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัวในทางกลับกัน บ้านที่สะอาด และเป็นระเบียบช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้สามารถพักผ่อน ทำงาน หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้อย่างสบายใจมากขึ้น

3. ทำความสะอาดง่ายขึ้น

เมื่อของภายในบ้านถูกจัดเก็บอย่างเหมาะสม พื้นที่ใช้งานจะโล่งขึ้น ทำให้การทำความสะอาดสะดวก และใช้เวลาน้อยลง เช่น การกวาดพื้น ถูพื้น เช็ดโต๊ะ หรือทำความสะอาดชั้นวางของ การลดจำนวนสิ่งของที่ไม่จำเป็นยังช่วยลดจุดสะสมของฝุ่น  และทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมุมห้อง ใต้เฟอร์นิเจอร์ หรือบริเวณที่มักถูกละเลย

4. ลดการสะสมของฝุ่น และสิ่งสกปรก

สิ่งของที่วางกองรวมกันหรือมีจำนวนมากเกินไปอาจกลายเป็นจุดสะสมของฝุ่น คราบสกปรก  และสิ่งตกค้างต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณชั้นวางของ กล่องเก็บของ หรือพื้นที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานการจัดบ้านให้เป็นระเบียบช่วยให้สามารถทำความสะอาดได้ทั่วถึงมากขึ้น ลดโอกาสเกิดปัญหาความสกปรกสะสม  และช่วยให้สภาพแวดล้อมภายในบ้านสะอาดขึ้น

5. ใช้พื้นที่ภายในบ้านได้คุ้มค่ามากขึ้น

การจัดบ้านอย่างเป็นระบบช่วยให้มองเห็นพื้นที่ที่มีอยู่จริง  และสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ เช่น การใช้พื้นที่แนวตั้ง การจัดเก็บตามหมวดหมู่ หรือการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติม เมื่อมีการจัดวางอย่างเหมาะสม บ้านขนาดเล็กหรือพื้นที่จำกัดก็สามารถใช้งานได้สะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด  และมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น

6. สร้างบรรยากาศที่น่าอยู่สำหรับทุกคนในครอบครัว

บ้านเป็นพื้นที่ที่ทุกคนใช้พักผ่อน และใช้เวลาร่วมกัน การมีบ้านที่สะอาด เป็นระเบียบ  และจัดวางอย่างเหมาะสม ช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น และทำให้สมาชิกในครอบครัวรู้สึกสบายใจมากขึ้น การช่วยกันดูแลบ้านยังช่วยสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการรักษาพื้นที่ส่วนกลาง  และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว


การจัดระเบียบบ้านไม่ใช่เรื่องของการทำความสะอาดครั้งใหญ่เพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่คือการสร้างระบบ และนิสัยที่ดีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนสิ่งของ กำหนดตำแหน่งจัดเก็บที่ชัดเจน หรือเก็บของเข้าที่ทันทีหลังใช้งาน เมื่อปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ บ้านจะไม่เพียงสะอาด และเป็นระเบียบ แต่ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวก สบาย  และมีความสุขมากยิ่งขึ้น เพราะบ้านที่เป็นระเบียบไม่ใช่บ้านที่ไม่มีของเลย แต่คือบ้านที่ทุกสิ่งอยู่ในที่ของมัน  และพร้อมให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นในทุกวัน ธอส. มีสินเชื่อบ้านสำหรับซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม  และซ่อมแซมที่อยู่อาศัย พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น ให้คุณเลือกแผนการผ่อนที่เหมาะกับความสามารถทางการเงินได้

หากสนใจใช้สิทธิ์ยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสองกับ ธอส. สามารถทำการกรอกข้อมูล เพื่อขอคำแนะนำด้านสินเชื่อ  และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ ได้ที่นี่


ธอส. มีผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อบ้านที่พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ  และคัดสรรข้อเสนอสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ติดตามข่าวสาร  และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000


บทความที่เกี่ยวข้อง