Co-living Space: บ้านที่แชร์พื้นที่แต่ไม่แชร์ความเป็นส่วนตัว
เมื่อรูปแบบการทำงาน และการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป แนวคิดเรื่องบ้านก็ไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการมีพื้นที่ทุกอย่างเป็นของตัวเองอีกต่อไป โดยเฉพาะในเมืองที่ค่าที่อยู่อาศัยค่อนข้างสูง การมีห้องส่วนตัวที่ดี แต่ใช้ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่ทำงานร่วมกับคนอื่น อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ นี่คือแนวคิดของ Co-living Space ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างสองสิ่งที่ดูเหมือนจะขัดกัน นั่นคือการได้อยู่ร่วมกับผู้อื่น และการมีพื้นที่ส่วนตัว หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การแบ่งพื้นที่ให้หลายคนใช้ร่วมกันเท่านั้น แต่คือการออกแบบให้ผู้พักอาศัยสามารถเลือกได้ว่า เมื่อไรจะเข้าสังคม และเมื่อไรต้องการอยู่คนเดียว
Co-living Space คืออะไร? ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงสนใจ
Co-living Space คือรูปแบบที่อยู่อาศัยที่ผู้พักอาศัยมี พื้นที่ส่วนตัวสำหรับการใช้ชีวิต และใช้พื้นที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกบางส่วนร่วมกับผู้อยู่อาศัยคนอื่น พื้นที่ส่วนตัวอาจเป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว หรือเป็นยูนิตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบตามระดับของโครงการ ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางอาจประกอบด้วยครัว ห้องนั่งเล่น พื้นที่ทำงาน ห้องซักผ้า หรือพื้นที่พักผ่อน อีกองค์ประกอบที่มักพบใน Co-living คือ Community ซึ่งอาจเกิดขึ้นผ่านกิจกรรม พื้นที่ส่วนกลาง หรือบริการของผู้ให้บริการ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้พักอาศัยทุกคนต้องเข้าสังคมตลอดเวลา ความน่าสนใจของ Co-living จึงอยู่ที่การให้ผู้พักอาศัยสามารถเลือกระดับการมีส่วนร่วมกับชุมชนได้ รูปแบบนี้อาจเหมาะกับคนที่ย้ายเมืองเพื่อทำงาน นักศึกษา คนทำงานที่ต้องการความยืดหยุ่น หรือผู้ที่ไม่ต้องการรับภาระจัดการบ้านทั้งหมดด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม Co-living ไม่ได้เหมาะกับทุกคน หากให้ความสำคัญกับพื้นที่ขนาดใหญ่ ความเงียบ หรือการควบคุมพื้นที่ทุกส่วนด้วยตัวเอง การอยู่อาศัยรูปแบบนี้อาจไม่ตอบโจทย์
Co-living Space แตกต่างจากหอพัก คอนโด และการแชร์บ้านอย่างไร
คำว่า Co-living อาจดูคล้ายกับการแชร์บ้านหรือหอพัก แต่ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดแตกต่างกัน และแต่ละโครงการก็อาจใช้รูปแบบธุรกิจไม่เหมือนกัน Co-living Space มักออกแบบให้ผู้พักอาศัยมีพื้นที่ส่วนตัว พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้งานร่วมกัน เช่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น พื้นที่ทำงาน หรือพื้นที่พักผ่อน นอกจากนี้ หลายแห่งยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Community ผ่านกิจกรรมหรือพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะผู้คน
จุดที่ทำให้ Co-living แตกต่างไม่ได้อยู่ที่คำว่าแชร์พื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบระบบการอยู่อาศัยที่พยายามสร้างสมดุลระหว่าง พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนกลาง และ Community อย่างไรก็ตาม แต่ละโครงการอาจมีรูปแบบ และบริการแตกต่างกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจควรดูรายละเอียดจริงของสถานที่ เช่น ขนาดห้อง สิ่งที่รวมอยู่ในค่าเช่า กฎการใช้พื้นที่ส่วนกลาง ระบบรักษาความปลอดภัย และเงื่อนไขสัญญาเช่า สิ่งสำคัญคือ ไม่มีเส้นแบ่งที่ตายตัวว่าอะไรคือ Co-living เพราะแต่ละผู้ให้บริการสามารถออกแบบรูปแบบการอยู่อาศัย และบริการแตกต่างกัน หากกำลังพิจารณาเช่าที่พักประเภทนี้ ควรดูรายละเอียดของสถานที่จริงมากกว่าดูจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว
แชร์พื้นที่ แต่ไม่แชร์ความเป็นส่วนตัว ทำได้อย่างไร
การแชร์พื้นที่จะไม่กลายเป็นปัญหา หากมีการออกแบบขอบเขตระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนกลางอย่างชัดเจน
Private Room / Private Unit
หัวใจสำคัญของ Co-living คือการมีพื้นที่ส่วนตัวที่ผู้พักอาศัยสามารถควบคุมได้ ภายในพื้นที่นี้ควรสามารถนอน พักผ่อน ทำงาน หรือเก็บของส่วนตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสังคม สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง การเลือกยูนิตที่มีห้องน้ำในตัวหรือพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนอาจตอบโจทย์มากกว่าห้องที่ต้องใช้พื้นที่บางส่วนร่วมกับผู้อื่น
Shared Kitchen
ครัวส่วนกลางช่วยลดความจำเป็นในการมีครัวเต็มรูปแบบภายในทุกยูนิต และยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้พักอาศัยมีโอกาสพบปะกัน แต่ครัวที่ดีควรออกแบบให้รองรับการใช้งานหลายคน เช่น มีพื้นที่เตรียมอาหารเพียงพอ มีที่เก็บของส่วนตัว และมีระบบจัดการความสะอาดที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นพื้นที่ส่วนกลางอาจกลายเป็นจุดสร้างความขัดแย้งแทนที่จะเป็นพื้นที่สร้าง Community
Shared Living Space
ห้องนั่งเล่นหรือพื้นที่พักผ่อนส่วนกลางควรมีทั้งพื้นที่สำหรับกิจกรรมร่วมกัน และมุมที่ผู้พักอาศัยสามารถนั่งคนเดียวได้ การจัดที่นั่งทั้งหมดให้หันเข้าหากันอาจเหมาะกับการพูดคุย แต่ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานเงียบ ๆ การมีพื้นที่หลายระดับจึงช่วยให้ผู้ใช้งานเลือกได้ว่าจะมีส่วนร่วมมากหรือน้อย
Co-working Space
สำหรับคนทำงานจากที่บ้าน Co-living ที่มีพื้นที่ทำงานอาจช่วยลดความจำเป็นในการจัดโต๊ะทำงานภายในห้องพัก แต่ Co-working Space ที่ดีควรมีทั้งพื้นที่พูดคุย และพื้นที่เงียบ เพราะงานบางประเภทต้องใช้สมาธิสูง นอกจากนี้ควรมีห้องหรือพื้นที่สำหรับประชุมออนไลน์ เพื่อไม่ให้เสียงรบกวนกระจายไปยังพื้นที่ส่วนกลางหรือห้องพัก
ระบบการเข้าถึง และความปลอดภัย
ความเป็นส่วนตัวไม่ได้เกิดจากผนังเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงใครสามารถเข้าถึงพื้นที่ของเราได้บ้าง ระบบที่พักจึงควรมีการแบ่งสิทธิ์การเข้าถึง เช่น
ทำไมคนถึงเลือก Co-living Space
ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
ในบางกรณี Co-living อาจรวมค่าใช้จ่ายหลายรายการไว้ในค่าที่พัก เช่น อินเทอร์เน็ต เฟอร์นิเจอร์ ค่าส่วนกลาง หรือบริการบางประเภท สิ่งนี้ช่วยลดภาระในการจัดการค่าใช้จ่ายหลายรายการ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งย้ายเมืองหรือยังไม่ต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์ และของใช้จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ควรเปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเดือน ก่อนตัดสินใจ เพราะ Co-living ไม่ได้หมายความว่าจะถูกกว่าหอพักหรือคอนโดเสมอไป
เหมาะกับคนที่ต้องการความยืดหยุ่น
บางโครงการมีสัญญาเช่าหรือรูปแบบการพักอาศัยที่ยืดหยุ่นกว่าการเช่าบ้านระยะยาวแบบดั้งเดิม จึงอาจเหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่เมืองนั้นนานแค่ไหน หรือมีรูปแบบการทำงานที่ต้องย้ายสถานที่เป็นระยะ แต่ต้องอ่านรายละเอียดสัญญาให้ชัดเจน โดยเฉพาะระยะเวลาเช่า เงินประกัน เงื่อนไขย้ายออก ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้บริการเพิ่มเติม
ได้ Community โดยไม่ต้องเข้าสังคมตลอดเวลา
นี่เป็นจุดที่น่าสนใจของ Co-living การมีพื้นที่ส่วนกลางทำให้สามารถพบผู้คนได้ง่ายกว่าการอยู่ห้องพักแบบแยกขาดจากกัน แต่ผู้พักอาศัยก็ยังสามารถกลับเข้าพื้นที่ส่วนตัวได้เมื่อต้องการ ดังนั้น Community ที่ดีไม่ควรทำให้คนรู้สึกว่าต้องเข้าสังคม แต่ควรทำให้รู้สึกว่าถ้าอยากเข้าสังคม ก็มีพื้นที่ให้เรา
การออกแบบ Co-living Space ให้เป็นส่วนตัวจริง
การทำให้ Co-living อยู่สบายไม่ได้จบที่การมีห้องส่วนตัว แต่ต้องพิจารณาความเป็นส่วนตัวหลายมิติ
การแบ่ง Public / Semi-private / Private
พื้นที่ควรมีลำดับความเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน การจัดลำดับเช่นนี้ช่วยลดความรู้สึกว่าคนแปลกหน้าสามารถเข้าถึงพื้นที่ส่วนตัวได้ง่ายเกินไป
Acoustic Privacy
เสียงเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้การอยู่ร่วมกันไม่สบายใจได้มากที่สุด ผนังหรือประตูที่กันเสียงไม่ดีอาจทำให้ได้ยินเสียงพูด เสียงโทรศัพท์ เสียงเปิดปิดประตู หรือเสียงจากพื้นที่ส่วนกลางเข้ามาในห้องพัก การออกแบบจึงควรพิจารณาตั้งแต่ตำแหน่งห้อง เช่น ไม่ควรวางห้องนอนติดกับพื้นที่ที่มีการใช้งานเสียงดังตลอดเวลา รวมถึงต้องพิจารณาคุณภาพของประตู ผนัง ฝ้าเพดาน และรายละเอียดรอยต่อ
Visual Privacy
ความเป็นส่วนตัวทางสายตาก็สำคัญไม่แพ้เสียง ห้องพักที่อยู่ตรงข้ามกันโดยเปิดประตูออกมาแล้วมองเห็นภายในห้องอีกห้องทันที อาจทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่าพื้นที่ส่วนตัวถูกเปิดเผย การวางผังทางเดิน การใช้ฉากกั้น หรือการจัดตำแหน่งประตู และหน้าต่าง จึงช่วยสร้างระยะห่างทางสายตาได้
Personal Space
แม้จะมีห้องส่วนตัว แต่ถ้าพื้นที่เก็บของไม่เพียงพอ ของใช้ก็อาจล้นออกมาสู่พื้นที่ส่วนกลาง Co-living ที่ออกแบบดีจึงควรมีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระอย่างเพียงพอ รวมถึงพื้นที่สำหรับรองเท้า เสื้อผ้า และของใช้ประจำวัน เพราะ พื้นที่ส่วนตัวไม่ได้มีไว้แค่นอน แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เราสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมของตัวเองได้
Digital Privacy
ในยุคที่บ้านเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ความเป็นส่วนตัวไม่ได้มีแค่เรื่องประตูหรือผนัง ผู้ให้บริการควรมีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ Wi-Fi ระบบกล้องวงจรปิด การเก็บข้อมูลผู้พักอาศัย และการเข้าถึงระบบดิจิทัลต่าง ๆ โดยเฉพาะกล้องวงจรปิด ควรติดตั้งในพื้นที่ที่เหมาะสม และมีการแจ้งให้ผู้พักอาศัยทราบอย่างชัดเจน ไม่ควรละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของผู้พักอาศัย
Co-living Space ไม่ใช่แค่การนำคนหลายคนมาอยู่ในอาคารเดียวกัน แต่เป็นแนวคิดที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน จุดเด่นคือผู้พักอาศัยอาจได้ทั้ง Private Space, Shared Facilities และ Community โดยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบทุกอย่างเหมือนการเช่าบ้านหรืออยู่คนเดียว แต่หัวใจของ Co-living ที่ดีไม่ได้อยู่ที่จำนวนสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบ ขอบเขตระหว่างพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่ส่วนตัว ให้ชัดเจน ทั้งการแบ่ง Public / Semi-private / Private การควบคุมเสียง ความเป็นส่วนตัวทางสายตา พื้นที่เก็บของ ระบบเข้าออก และความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูล ล้วนส่งผลต่อประสบการณ์การอยู่อาศัย ธอส. มีสินเชื่อบ้านสำหรับซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม และซ่อมแซมที่อยู่อาศัย พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น ให้คุณเลือกแผนการผ่อนที่เหมาะกับความสามารถทางการเงินได้
หากสนใจใช้สิทธิ์ยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสองกับ ธอส. สามารถทำการกรอกข้อมูล เพื่อขอคำแนะนำด้านสินเชื่อ และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ ได้ที่นี่
ธอส. มีผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อบ้านที่พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และคัดสรรข้อเสนอสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000
v1.7.12